วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เทคโนโลยีไบโอเมตริก Biometric Technology

คำว่าไบโอเมตริก (Biometric) ประกอบขึ้น จากคำว่า ไบโอ (Bio) ซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิต และ คำว่าเมตริก (metrics) ซึ่งหมายถึงคุณลักษณะที่ สามารถถูกวัดค่า หรือประเมินจำนวนได้ เมื่อนำ ความหมายของทั้ง 2 คำมารวมกัน ไบโอเมตริกก็ เลยหมายถึงเทคโนโลยีในการใช้คุณลักษณะหรือ พฤติกรรมบางอย่างในสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นคุณลักษณะ ที่เป็นเอกลักษณ์ และสามารถเทียบวัดหรือนับ จำนวนได้มาผนวกเข้ากับหลักการทางสถิติ เพื่อการ แยกแยะ หรือจดจำแต่ละบุคคล หรืออีกในหนึ่ง
ไบโอแมทริกซ์ (biometrics) คือ วิธีการใช้ข้อมูลทางชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะเฉพาะทางกายภาพหรือพฤติกรรม มาใช้ในการตรวจสิทธิหรือแสดงตน เช่น ลายนิ้วมือฝ่ามือ เสียง ม่านตา เรตินา ใบหน้า ดีเอ็นเอ ลายเซ็น เทคโนโลยีดังกล่าวมีให้เห็นกันเช่นในภาพยนต์แนว ไซ-ไฟ

การใช้งานเทคโนโลยีไบโอเมตริกมีอยู่ 2 ลักษณะ ได้แก่
       1.  การระบุตัวผู้ใช้ (Identification) หรือการจับคู่เปรียบเทียบแบบหนึ่งต่อจำนวน มากกว่า (1:N)
            โดยการนำตัวอย่างๆ หนึ่งไป เปรียบเทียบกับข้อมูลที่รวบรวมไว้
       2.  การตรวจพิสูจน์ตัวผู้ใช้ (Verification) หรือการจับคู่เปรียบเทียบแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (1:1) โดย
            ระบบจะตรวจสอบตัวอย่าง ๆ หนึ่งว่าตรงกันกับ ข้อมูลที่ได้ถูกเก็บไว้ก่อนหน้าหรือไม่ โดยผู้
            ใช้จะต้องการป้อนรหัสประจำตัวหรือ PIN (Personal Identification Number) ที่ระบุถึงตัว
             ผู้ใช้เองก่อนแล้วจึงค่อยส่งข้อมูลทางไบโอเมตริกของตนเองให้ กับระบบ หลังจากนั้นระบบ
             จะตรวจดูว่าข้อมูลที่ได้ รับมาตรงกับข้อมูลที่ได้ถูกบันทึกไว้ก่อนหน้านี้หรือ ไม่ โดยจะเป็น
             การตรวจสอบแบบข้อมูลแบบหนึ่ง ต่อหนึ่ง

ขั้นตอนของเทคโนโลยีไบโอเมตริก
        1. เก็บตัวอย่างคุณลักษณะที่ต้องการวัด เช่น สแกนลายนิ้วมือออกมาเป็นภาพถ่ายลายนิ้วมือ
        2. เก็บข้อมูลไบโอเมตริกจากตัวอย่าง ที่สแกนได้ จะเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากภาพถ่าย ลายนิ้วมือ              ด้วยการคำนวณโดยใช้อัลกอริทึ่มเฉพาะ
        3. เปรียบเทียบข้อมูลเชิงปริมาณที่วัดได้จาก ข้อสอง กับข้อมูลที่ได้บันทึกเอาไว้ก่อนหน้านี้
            ซึ่งอาจบันทึกไว้ในฐานข้อมูลกลาง หรือบันทึกไว้บน สมาร์ทการ์ด
        4. พิจารณาผลการเปรียบเทียบว่า ถูกต้อง ตรงกันหรือไม่
        5. ตัดสินว่าบุคคลนี้เป็นใคร (Identification) หรือเป็นตัวจริงตามที่มีการกล่าวอ้าง (Verification)                    หรือไม่

การนำเทคโนโลยีไบโอเมตริกมาใช้
เทคโนโลยีไบโอเมตริก เป็นการเพิ่มความ ปลอดภัยให้กับองค์กรหรือแม้แต่ระดับประเทศเอง เนื่องจากสามารถป้องกันบุคคลที่น่าสงสัย หรือผู้ไม่ ประสงค์ดีเข้ามาก่อกวนได้ ดังนั้นในปัจจุบันจึงเริ่มมี การนำเทคโนโลยีทางด้านนี้ไปใช้กันอย่างแพร่หลาย ในงานหลาย ๆ ด้าน เช่น
           - งานทางด้านกฎหมาย (Law enforcement) : เกี่ยวกับอาชกรข้ามชาติการสืบสวน
              การกระทำผิดทางอาญา ช่วยผู้รักษากฎหมายในการจับกุมตัวผู้ กระทำผิด,
           - องค์กรหรือหน่วยงาน (Government) : องค์กร เกี่ยวกับการค้นคว้าและวิจัยที่เป็นส่วนความลับ                 ของบริษัทหรือของหน่วยงาน, การระวังภัยเข้า- ออกบริษัท
           - ทางการทหาร (Military) : เขตแดนและ พรมแดนที่มีการค้าขาย, ระวังภัยสำหรับบุคคลสำคัญๆ                รวมถึงการตรวจสอบพาสปอร์ตในรูป ของ E-passport โดยอาศัยการบันทึกข้อมูล
              ชีวภาพ (Biometric Data) ได้แก่ ลายนิ้วมือ และรูปใบหน้า ไว้ใน Contact less Integrated
              Circuit  ซึ่งฝังอยู่ใน passport
           - ระบบความปลอดภัยของระบบเน็ตเวิร์ค( Network Security ):ธุรกิจองค์กรอินเทอร์เน็ต ,                            Extranets. VPNs, บริษัททำเกี่ยวกับซอฟแวร์ ดีไซต์ - ธุรกิจต่าง ๆ,
              การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ระหว่างองค์กร, การจ่ายเงินผ่านเครือข่าย,
               การเรียกใช้งานศูนย์บริการ, การใช้ไบโอเมตริก แทนกระเป๋าสตางค์ เป็นต้น
            - งานทางด้านธนาคาร (Banks) : ATM, VPNs, สาขาย่อยอัตโนมัติอย่าง ATM Express
            - ความปลอดภัยสำหรับบุคคล ( Individual ) : ความปลอดภัยสำหรับคอมพืวเตอร์ส่วนบุคคล                      (Pc-Security), ระบบล็อกประตูห้อง, การเรียน แบบออนไลต์(E- learning)

จากข้อมูลเบื้องต้น เทคโนโลยีไบโอ เมตริกเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยในการตรวจสอบความ ถูกต้องของบุคคลจากลักษณะทางกายภาพของ มนุษย์ ซึ่งสามารถแยกความแตกต่างมนุษย์ทุก คนในโลกได้ ดังนั้นจึงช่วยในเรื่องความปลอดภัย โดยการป้องกันการแอบอ้างสิทธิของบุคคลอื่น ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ทุกองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ การนำระบบนี้ไปใช้ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะเกิด ขึ้นกับคนในองค์กรหรือลูกค้าภายนอกองค์กร อีกด้วย

ref; hitop.co.th ,thonburi-u.ac.th,อัศวิน รุ่งแสงเงิน: “เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์”, มกราคม 2546

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561

กำเนิด "เม้าส์" ตัวแรกของโลก

 เม้าส์ถูกคิดค้นและพัฒนาโดยวิศวกรชาวอเมริกันที่มีชื่อว่า ดักลาส เองเกิลบาร์ท (Douglas Engelbart) ในปี ค.ศ. 1963 (พ.ศ. 2506) และได้รับการจดสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1970 (พ.ศ. 2513) ขณะนั้น ดักลาสทำงานอยู่ที่สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด เม้าส์ตัวแรกถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซีร็อก อัลโต (Xerox Alto) เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้ ไม่ได้มีชื่อว่าเม้าส์ ในตอนแรก แต่มันถูกเรียกว่า "ตัวระบุตำแหน่ง  X-Y" เจ้าอุปกรณ์ระบุตำแหน่งดังกล่าว ทำขึ้นจากไม้ มีลักษณะที่ใหญ่พอสมควร และมีปุ่มสำหรับควบคุมอยู่บริเวณมุมทางด้านขวาบน มีสายสำหรับเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ และด้านในมีเฟือง 2 ตัว เป็นตัวกลไก โดยวางในลักษณะตั้งฉากกัน เมื่อเฟืองหมุน มันก็จะทำให้เจ้าอุปกรณ์นี้เคลื่อนที่ได้


และยังมีวิวัฒนาการอีกหลายรูปแบบ






ref: Computerhope.com, Douglas Engelbart/Wikipedia

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

comfort zone และ Digital Nomad

แนวทางการดำรงชีวิต
      มีหลายเส้นทางความคิดที่นำพาเราไปสู่ความสำเร็จพร้อมความสุข แต่บางความคิดและประสบการณ์
ของแต่ละบุคคลไม่อาจก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นไปได้ ลองดูแนวทางใหม่บ้างไหม เผื่อจะพบทางที่เข้ากันได้กับการดำรงชีวิตของเราเอง

comfort zone คืออะไร

comfort zone คือ ช่วงเวลาชีวิตที่เรารู้สึกว่าทุกอย่างดูเรียบง่าย สบาย ไม่มีปัญหาอะไรมากวนใจ หรือถ้ามี ก็รู้ว่าจะแก้ไขปัญหานั้นอย่างไรกับมัน ถ้าเป็นพนักงานรับจ้าง ก็คือช่วงเวลาที่รู้สึกว่าทุกอย่างลงตัวหมด หน้าที่ ตำแหน่ง เงินเดือน ดีทุกอย่าง บางครั้งยากจะให้ดีกว่านี้อีก มีเพื่อนร่วมงานและเจ้านายที่ดี เรียกได้ว่า ทุกอย่างแทบจะลงตัวไปหมดเลย ชีวิตก็จะไม่เห็นมีปัญหาอะไรอยู่ไปเรื่อยๆ ก็ได้ แต่. ความต้องการก็ไม่มีที่สิ้นสุด และไม่พอใจในสิ่งที่มีอยู่

ทำไมต้องออกจาก comfort zone
ความน่ากลัวของ comfort zone มันจะทำให้เรายึดติดกับความสบาย จนสุดท้ายชีวิตเหมือนกับหยุดนิ่ง เปรียบกับต้นไม้ที่หยุดโต แต่ เราจะแก่ลงไปเรื่อยในทุกวันที่ผ่านไป เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เราปล่อยให้วันเวลาของชีวิต ทำให้เราแก่ลงเรื่อยๆ โดยเราไม่ได้ทำอะไรให้ครอบครัว พ่อ แม่ ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้

คนส่วนใหญ่ ติดอยู่ใน confort zone โดยที่เราไม่รู้ตัว แม้ว่าทุกคนล้วนมีความปรารถนา ที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น บ้านหลังใหญ่ที่เป็นของตัวเอง มีรถหรูราคาแพงๆขับ ได้ไปเที่ยวบ่อยๆ มีเงินยามเจ็บป่วย หรือเมื่อต้องการใช้ แต่หากติดอยู่ใน comfort zone แล้ว โอกาสที่จะได้สิ่งนั้นมาเป็นเรื่องยากมาก หรือใช้เวลานานมากกว่าจะได้สิ่งเหล่านั้นมาเชยชม

ชีวิตของผู้ประสบความสำเร็จทุกคน ล้วนแต่ไม่ได้อยู่ใน comfort zone มาทั้งนั้น (ถ้าไม่เชื่อ แนะนำให้ลองเดินเข้าร้านหนังสือ แล้วหาหนังสือ ที่เกี่ยวกับชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จสักคนนึงที่คุณอยากอ่านแล้วมาลองอ่านดู) ทุกคนล้วนแต่มีชีวิต ที่ผจญภัย เสี่ยง บ้าบิ่น เทหมดหน้าตักกันมาแล้วทั้งนั้น แต่ก็เพราะอย่างนั้นเค้าถึงสำเร็จ

สำหรับตนเอง ถ้ายากออกจาก comfort zone ถามตัวเองก่อน ต้องการมีอะไรที่มากกว่าที่มีอยู่ตอนนี้หรือเปล่า และให้มองไปข้างหน้า ถ้าวันนึงบางอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด คุณจะทำอย่างไร สิ่งที่ต้องพบเจอเช่น ต้องอดทนต่อความเหนื่อยยากกับงานที่ทำ (ทำเกินเงินเดือนที่จ้างบ้าง) หารายได้เพิ่มแต่ไม่กระทบต่องานเดิม part time  ลองทำในสิ่งใหม่ๆ บ้างเพื่อเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

Digital nomad คืออะไร
Digital nomad มีที่มาจากหนังสือชื่อเดียวกันในปี 1997 ที่ผู้เขียนบัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมา โดยพยากรณ์ว่าในอนาคตคนจะเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบชาว nomadic (ที่เร่ร่อนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งและเปลี่ยนที่อยู่เรื่อยๆ) และเทคโนโลยีจะกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การทำงานของคนไม่จำเป็นต้องยึดติดอยู่กับสถานที่ใดสถานที่หนึ่งโดยเฉพาะ

digital nomad คือ การที่คนยุคปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องอยู่ประจำ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งเพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพ แต่สามารถเร่ร่อนไปตามประเทศต่างๆ เพียงขอให้แค่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ก็สามารถที่จะทำงานเลี้ยงชีพไปด้วย ท่องเที่ยวไปด้วย ดังนั้นอย่าแปลกใจที่จะเห็นชาวต่างชาติ มานั่งตามร้านกาแฟ หรือตาม co-working space ต่างๆ แล้วก็นั่งทำงานกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว อาชีพที่เหมาะกับพวก Digital nomad เหล่านี้ ก็มักจะเป็นงานที่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับสถานที่หรือ location เช่น การเป็นนักเขียน นักพัฒนาเว็บ หรือ แอพ นักการตลาด ผู้ดูแลสื่อสังคมออนไลน์ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาชีพที่สามารถทำงานจากสถานที่ใดในโลกก็ได้

นอกจาก Digital nomad แล้วยังมีศัพท์อีกคำที่โผล่มาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ Workation ซึ่งเป็นการนำคำสองคำมาผสมกัน นั้นคือ work + vacation ถ้าแปลตรงตัว workation คือการทำงานไปพร้อมๆ กับการพักร้อน บางท่านจะมองว่า Digital nomad คือเรื่องเดียวกับ Workation แต่บางท่านก็จะมองสองส่วนนี้ต่างกัน โดยมองว่า Workation เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Digital nomad เนื่องจากมองว่า Workation นั้นเป็นการทำงานพร้อมกับการพักผ่อน ส่วน Digital nomad นั้นจะครอบคลุมกว่า เพราะเป็นการทำงานโดยไม่ยึดติดกับสถานที่และเปลี่ยนย้ายที่ไปเรื่อยๆ

แต่ไม่ว่าจะนิยามเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ทั้ง Digital nomad และ Workation ก็ล้วนแล้วแต่เป็นหนึ่งในผลิตผลของพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีที่เปิดโอกาสให้คนสามารถทำงานได้จากทุกมุมโลก ขณะเดียวกันก็สะท้อนภาพมุมมองและทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบการทำงานประจำ ไม่ยึดติดกับสถานที่และ office ในรูปแบบเดิมๆ สามารถนั่งทำงานตามร้านกาแฟหรือตาม co-working space ได้ 

วิถีทางแนวคิด working space ได้เปลี่ยนไปเมื่อผู้คนพบหนทาง Out comfort zone และ Digital nomad เริ่มแพร่หลายและถูกค้นพบ ทิศทางธุรกิจแบบ SMEs หรือธุรกิจ Startup กำลังเป็นที่นิยมให้
ให้ความรู้ตั้งแต่นักศึกษาจบใหม่ ถูกถ่ายทอดไปถึงรุ่นต่อรุ่น ฉนั้นไม่ต้องรูปแบบเดิมจะอยู่เฉยไม่ได้ต้อง
พัฒนาตนเองให้ทัน พ่อแม่ผู้ปกครองผู้บริหารครูบาอาจารย์ ก็ต้องพัฒนาความคิดไปด้วยอย่าปิดกั้นตนเอง ช่วยกันส่งเสริมและนำพาไปด้วยกัน....

 ref ;beyourcyber.com , bangkokbiznews.com

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561

ระบบสมองกลฝังตัว (Embedded system)

“ระบบฝังตัว” หรือ “สมองกลฝังตัว” (Embedded system) คือระบบประมวลผล ที่ใช้ชิปหรือไมโครโพรเซสเซอร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วที่ฝังไว้ในอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น เพื่อเพิ่มความฉลาด ความสามารถให้กับอุปกรณ์เหล่านั้น โดยจะทำงานตามคำสั่ง คือ โปรแกรม หรืออัลกอริทึมที่เขียนลงไว้ในชิปหรือไมโครโพรเซสเซอร์นั้น
ระบบฝังตัวถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในงานด้านต่างๆ เช่น เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ เทคโนโลยีเครือข่ายเน็ตเวิร์ก เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร เป็นต้น
ระบบปฏิบัติการและภาษาที่ใช้สำหรับระบบสมองกลฝังตัว
การพัฒนาระบบสมองกลฝังตัว อาจจะมีการใช้ระบบปฏิบัติการเป็นแกนหลักในการพัฒนา หรือไม่มีการใช้ในการพัฒนาก็ได้ ระบบปฏิบัติการมีหลายประเภทมากตั้งแต่ RTOS , ucOS-II จนไปถึงระบบปฏิบัติการที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาเช่น Linux, Windows CE จนถึงระบบปฏิบัติการสมัยใหม่ที่มีการพัฒนา เช่น MeeGo Android
ปัจจุบันมีภาษาโปรแกรมต่างๆ มากมายที่ใช้ในการพัฒนาระบบสมองกลฝังตัว เช่น ภาษา assembly ภาษา C ,C++ หรือภาษาระดับสูงที่เป็นระบบปฏิบัติการ เช่น JAVA หรือ Python โดยผู้ใช้สามารถเลือกใช้ภาษาได้ตามความถนัด เชี่ยวชาญ และความเหมาะสม
เราจะมาว่าถึงมันคืออะไรและทำงานอย่างไรกัน
         พูดง่ายๆมันก็คือ อุปกรณ์ชิป ที่สามารถทำงานด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์มากมาย มีความสามารถในการทำงานเหมื่อนกลับคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง แต่จะมีหนวยความจำน้อย และกินไฟน้อยกว่า สามารถนำไปใช้กับชิ้นงานได้หลายอย่าง 
         ในปัจจุบัน มีค่ายหลายค่ายที่ทำการผลิดชิปตัวนี้ ใช้เรียกกันและอาจจะมีบางคนเคยได้ยินก็จะมี PIC ,AVR ,ARM และ MCU ลักษณะของขาอุปกรณ์และการนำไปใช้งานนั้นเหมือนกัน
ภายในไมโครคอนโทรลเลอร์ ดังนี้
1. ซีพียู (หน่วยประมวลผล : CPU)
2. หน่วยความจำชั่วคราว (RAM)
3. หน่วยความจำถาวร (ROM)
4. ขาวงจรขนานทั้งอนาลอคและดิจิตอล ในการรับส่งข้อมูล(Paralled digital and analog I/O)

ซึ่ง เป็นส่วนประกอบหลักสำคัญของระบบคอมพิวเตอร์เข้าไว้ด้วยกัน โดยทำการบรรจุเข้าไว้ในรูปแบบอุปกรณ์ที่มีวงจรและชิปขนาดเล็ก โดยนำไปใช้งานในเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป เช่น ทีวี วิทยุ เครื่องซักผ้า และอื่น ๆ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น Embended System(ระบบสมองกลฝังตัว)

เราสามารถเพิ่มคำสั่งในการควบคุม Microcontroller ได้ด้วยการเขียนโปรแกรม เช่น
ภาษา Assemble(Low Level) เขียนโปรแกรมหลายบรรทัด แต่การทำงานของ micro controller มีความเร็วสุดเพราะถูกคอมไพล์เป็นภาษาเครื่อง
ภาษา C(Middle Level)เขียน โปรแกรมจำนวนน้อยบรรทัดกว่า ภาษา Assemble ทำงานจะช้ากว่าเป็นวินาที แต่ปัจจุบันอุปกรณ์ได้พัฒนาจนมีความเร็วในการทำงานของ micro controllerให้ทำงานรวดเร็วจนเกือบเทียบเท่า ภาษา Assemble แล้ว
ภาษาสแตมป์ จัดเป็นภาษาที่ช่วยให้การโปรแกรมอุปกรณ์ด้วยภาษาที่คนส่วนมากพื้นความรู้ อยุ่แล้วมาต่อยอด ในการพัฒนาระบบไมโครคอนโทลเลอร์ ด้วยตระกูล PIC(Stamp)
refe ;morasweb.org , pic-m-robot.blogspot.com ,aimagin.com

วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Soft Skill vs Hard Skill

วิจัยสะท้อนความต้องการของธุรกิจ
ในอนาคตจริงๆแล้ว ความสำเร็จที่แท้จริงนั้น โลกไม่ได้ต้องการ สิ่งที่โลกเคยพูดถึง นั่นคือ STEM สะเต็มย่อมาจาก ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และ คณิตศาสตร์ เหมือนยุคที่ผ่านมา ผลวิจัยของ Google ได้วิจัยสรุปออกมาว่า คนที่จะประสบความสำเร็จ และช่วยองค์กรได้ดีจริงๆนั้น จะต้องมีคุณลักษณะสำคัญ ดังนี้
1. being a good coach; การเป็นโค้ชที่ดี คำนี้ฟังยากนิดหน่อย แต่เป็นคำทันสมัยมาก โค้ชคือผู้นำทาง โดยเฉพาะ Life Coach หรือ โค้ชชีวิต นำผู้อื่นได้โดยการตั้งคำถาม แต่ไม่ใช่บอกตรงๆ

2. communicating and listening well; มีทักษะการสื่อสารกับผู้อื่นได้ดี และ เป็นผู้รับฟังผู้อื่นเป็น

3. possessing insights into others (including others different values and points of view); มีส่วนร่วมกับ (จิตใจ) ของผู้อื่น (รวมทั้งคุณค่าหรือสิ่งที่ดี หรือทัศนคติของผู้อื่นที่ไม่ตรงกับเรา)

4. having empathy toward and being supportive of one’s colleagues; มีความเห็นอกเห็นใจและคอยช่วยเหลือเพื่อน (หรือ ผู้อื่น) สังเกตคำว่า empathy ไม่ใช่ sympathy คือ empathy นั้นคือเห็นอกเห็นใจในทุกข์ของผู้อื่น แต่ไม่ถลำจนตัวเราทุกข์ไปด้วย ต่างกับ sympathy ซึ่งจะถลำตัวเองไปทุกข์ด้วย ซึ่งไม่จำเป็นต้องขนาดนั้น (ข้อนี้ผมเรียนรู้จากท่าน ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช จากการฟังบันทึกการบรรยายท่านใน GoToKnow โดยตรง)

5. being a good critical thinker and problem solver; มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหาได้

6. being able to make connections across complex ideas. มีทักษะในการเชื่อมโยงความคิดข้ามไปข้ามมาในเรื่องที่หลากหลาย

แต่ถ้าพูดถึงทักษะการคิดสร้างสรรค์ การหาทางออกของปัญหา และความสามารถในการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆที่หลากหลายน่าจะเป็นพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดความสมดุลย์



     ยุคถัดจากนี้ไปสิ่งที่พวกเราๆท่านๆ มี Hard Skill (ทักษะแข็ง) คือทักษะที่จำเป็นในการทำงานในแต่ละสายอาชีพ เช่น ถ้าคุณเป็นทนาย คุณต้องรู้เกี่ยวกับกฎหมายต่างๆและสามารถร่างสัญญาได้ ถ้าคุณเป็นวิศวกร คุณต้องรู้เกี่ยวกับโครงสร้างและหลักการคำนวณ ว่ากันง่ายๆคือ ทักษะส่วนใหญ่ที่คุณเรียนมาในมหาวิทยาลัย ส่วนทักษะนิ่มนั้น มีขอบเขตที่กว้างกว่า โดยเป็นทักษะที่สามารถใช้ได้กับทุกสายอาชีพ ประกอบด้วยทักษะการสื่อสารและพัฒนาแนวคิดเป็นหลัก
     ในทุกวันนี้การมีปริญญาถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะการไขว่คว้าหาข้อมูลสามารถทำได้อย่างสะดวกโดยเพียงไม่กี่แค่คลิกบนหน้าคอมพิวเตอร์ของคุณ เพราะฉะนั้น Hard Skill จึงไม่ใช่อะไรที่หายากในตลาดแรงงานอีกแล้ว ในทางกลับกัน Soft Skill กลับเป็นทักษะที่ขาดตลาดมากในทุกวันนี้ และเป็นที่ต้องการของทุกๆบริษัทไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม

refer ; google , www.glurr.com

วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เทคโนโลยีเปลี่ยนความติด

     คนในโลกยุคปัจจุบันนี้ หวาดกลัวการมาถึงของ Automation Era  (ยุคของระบบอัตโนมัติ) สาเหตุหนึ่งเป็น เพราะตัวอย่างที่มีให้เห็นมากมายของโลกธุรกิจในปัจจุบัน เช่น Blockbuster Video ซึ่งเคยมีพนักงาน 60,000 คน และสาขาอีกกว่า 9,000 สาขา ถูกแทนที่ด้วย Netflix กับ Redbox Kiosks ซึ่งมีพนักงานแค่ 2,450 คนเท่านั้น เนื่องจากการทำระบบอัตโนมัตินี้ ไม่ต้องการวันหยุดพักผ่อน ไม่ต้องการสวัสดิการ และบริหารจัดการง่ายเพราะไม่ตั้งคำถามอะไร ต้นทุนทางธุรกิจก็จะลดลงไปเป็นอย่างมาก
     ผู้บริหารของบริษัทหลายๆที่จึงมีแนวคิดที่จะลดแรงงานคน และแทนที่ด้วยเครื่องจักรแทนให้มากที่สุด เช่น Henry Ford ผู้ก่อตั้งบริษัท Ford Motor ได้เคยแสดงเจตนารมณ์ว่า เขาไม่ต้องการความคิดสร้างสรรค์หรือการตัดสินใจของคน เขาต้องการแค่ให้คนทำทำทำ ในสิ่งที่เขาต้องการโดยไม่ตั้งคำถามเท่านั้น (นั่นก็คือการทำงานแบบเครื่องจักรนั้นเอง)
     ข้อมูลจากบริษัทวิจัยชื่อดัง Gartner Group ก็มีการพยากรณ์ออกมาในแนวทางเดียวกัน คือ ภายในปี 2025 (พ.ศ. 2568) หนึ่งในสามของงานในปัจจุบันจะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ หรือ Robot และภายในปี 2040 (พ.ศ. 2573) กว่า 90%ของงานทั้งหมดในปัจจุบัน จะถูกแทนที่โดย Smart Machine


     นอกจากนั้น Dr.David Autor อาจาร์ยจากมหาวิทยาลัย MIT ซึ่งศึกษาและติดตามผล กระทบของเครื่องจักรอัตโนมัติ กับตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด ได้ออกมากล่าวว่า เทคโนโลยีทำให้ตลาดต้องการแรงงานที่มีฝีมือมากขึ้น ผนวกกับถ้าเราใช้ประโยชน์จากเครื่องจักรมากขึ้น ก็จะทำ ให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์สูงสุด เพราะถ้างานที่ยากๆ หากไม่มีเครื่องจักรเข้ามาช่วยแล้วละก็ ลำพังแรงงานคนอย่างเดียวก็ไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้

ปรับมุมมอง เปลี่ยนความคิด

     เนื่องจากการทำระบบอัตโนมัตินี้ ไม่ต้องการวันหยุดพักผ่อน ไม่ต้องการสวัสดิการและบริหารจัดการ
ง่ายเพราะไม่ตั้งคำถามอะไร ต้นทุนทางธุรกิจก็จะลดลงไปเป็นอย่างมาก
      พนักงานทั้งหลายควรกลับมาคิดถึงอาชีพที่ทำอยู่ปัจจุบันว่า จะไปในทิศทางใด

refer ; www.g-able.com

วันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

แนวโน้มสำคัญของการทำงานในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและการทำงานภายในองค์กร
   แนวโน้มดังกล่าวคือบรรดาเทคโนโลยีทั้งหลายจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งแรงผลักดัน
ทางเทคโนโลยีที่รุนแรงขึ้นในปัจจุบัน แนวโน้มสำคัญของการทำงานในอนาคตที่จะปรับเปลี่ยน
รูปแบบการทำงานขององค์กรของเราเอง จนเราต้องพัฒนาตัวเองโดยการเรียนรู้รอบตัวหรือไปหาความรู้โดยไปอบรมในสถานที่มีผู้รู้ถ่ายทอดให้ เช่น

Big Data และ Data Analysis

การใช้ข้อมูลจำนวนมากในปัจจุบันจะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 เท่าในปี 2016  
ซึ่งข้อมูลจากโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค วิดีโอและภาพ จะกลายเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญในการเรียนรู้
เกี่ยวกับลูกค้า ทำให้ให้รูปแบบการเข้าถึงลูกค้าจะเปลี่ยนไปจากเดิม  อาจบอกได้ว่า ถ้าธุรกิจ
นั้นๆสามารถทำระบบโครงสร้างพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าสำเร็จ จะบอกได้ว่าลูกค้ามี
ความต้องการในผลิตภัณฑ์ด้านไหน และเซิร์ฟแต่สิ่งที่ลูกค้าต้องการเท่านั้น ทำให้พวกลดต้นทุน
ในภาพรวมได้หลายอย่าง และยังสามารถเอาใจลูกค้า จนในระยะยาวที่จะเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อเข้าถึงลูกค้าทำให้ลูกค้าเกิดความจงรักภัคดีย์ต่อ brand นั้นๆ

ระบบที่เต็มไปด้วยการใช้งานเฉพาะเจาะจง

แนวโน้มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบอัจฉริยะ เช่น AI และ Machine Learning ที่ถูกผสมผสานกับการวิเคราะห์เพื่อช่วยให้สามารถค้นพบเนื้อหาได้แบบเฉพาะเจาะจง เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในแนวโน้มสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในปี 2017 ผ่านการทำงานร่วมกับ Big Data ที่จะเก็บเนื้อหาต่างๆ เช่น การประชุม รายละเอียดของงานนำเสนอ และการสนทนา ทำให้ทำการค้นหาและนำมาปรับปรุงได้รวดเร็ว เปรียบได้กับห้องสมุดในยุคดิจิทัลที่เพียงแค่ Search ในช่วงเวลาต่อไปคงจะต้องมีการแขร์ข้อมูลเหล่านี้ร่วมกัน

การเขียนโปรแกรมการใช้งานที่คล่องตัว

เพื่อผลักดันให้มีการทำงานร่วมกันขององค์กรอย่างแท้จริง และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น การเขียนโปรแกรมที่จะใช้ในองค์กรต้องมีความยืดหยุ่น ซึ่งวิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพต้องมีวิวัฒนาการพร้อมกับการใช้ทีมงานที่ต้องการใช้งานซอฟแวร์นั้นๆ  ปัจจุบันหลายองค์กรใช้เทคโนโลยีที่อิงกับมาตรฐานที่ควรจะเป็น แต่มักจะมีกำแพงรอบ ๆ เทคโนโลยีเหล่านี้ปิดกั้นพวกเขาไม่ให้ทำงานร่วมกันในวงกว้างได้มากนัก จึงมีแนวคิดอย่างหนึ่งที่ชื่อว่า Open  Standards ที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเปิดให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากโซลูชันด้านการทำงานร่วมกันได้ เพื่อเพิ่มความยืดยุ่นในระบบการทำงาน และอาจจะตัดงบบางส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปได้

    แนวโน้มรูปแบบนี้ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องเรียนรู้ และปรับเปลี่ยนระบบการทำงานภายในองค์กรให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนประกอบสำคัญของธุรกิจ เช่น Digital Startup ที่นอกจากจะต้องเรียนรู้และก้าวให้ทันเทคโนโลยีแล้ว ยังต้องปรับเปลี่ยนการทำงานให้เหมาะสมและตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่อีกด้วย


อ้างอิง www.depa.or.th