วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Soft Skill vs Hard Skill

วิจัยสะท้อนความต้องการของธุรกิจ
ในอนาคตจริงๆแล้ว ความสำเร็จที่แท้จริงนั้น โลกไม่ได้ต้องการ สิ่งที่โลกเคยพูดถึง นั่นคือ STEM สะเต็มย่อมาจาก ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และ คณิตศาสตร์ เหมือนยุคที่ผ่านมา ผลวิจัยของ Google ได้วิจัยสรุปออกมาว่า คนที่จะประสบความสำเร็จ และช่วยองค์กรได้ดีจริงๆนั้น จะต้องมีคุณลักษณะสำคัญ ดังนี้
1. being a good coach; การเป็นโค้ชที่ดี คำนี้ฟังยากนิดหน่อย แต่เป็นคำทันสมัยมาก โค้ชคือผู้นำทาง โดยเฉพาะ Life Coach หรือ โค้ชชีวิต นำผู้อื่นได้โดยการตั้งคำถาม แต่ไม่ใช่บอกตรงๆ

2. communicating and listening well; มีทักษะการสื่อสารกับผู้อื่นได้ดี และ เป็นผู้รับฟังผู้อื่นเป็น

3. possessing insights into others (including others different values and points of view); มีส่วนร่วมกับ (จิตใจ) ของผู้อื่น (รวมทั้งคุณค่าหรือสิ่งที่ดี หรือทัศนคติของผู้อื่นที่ไม่ตรงกับเรา)

4. having empathy toward and being supportive of one’s colleagues; มีความเห็นอกเห็นใจและคอยช่วยเหลือเพื่อน (หรือ ผู้อื่น) สังเกตคำว่า empathy ไม่ใช่ sympathy คือ empathy นั้นคือเห็นอกเห็นใจในทุกข์ของผู้อื่น แต่ไม่ถลำจนตัวเราทุกข์ไปด้วย ต่างกับ sympathy ซึ่งจะถลำตัวเองไปทุกข์ด้วย ซึ่งไม่จำเป็นต้องขนาดนั้น (ข้อนี้ผมเรียนรู้จากท่าน ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช จากการฟังบันทึกการบรรยายท่านใน GoToKnow โดยตรง)

5. being a good critical thinker and problem solver; มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหาได้

6. being able to make connections across complex ideas. มีทักษะในการเชื่อมโยงความคิดข้ามไปข้ามมาในเรื่องที่หลากหลาย

แต่ถ้าพูดถึงทักษะการคิดสร้างสรรค์ การหาทางออกของปัญหา และความสามารถในการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆที่หลากหลายน่าจะเป็นพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดความสมดุลย์



     ยุคถัดจากนี้ไปสิ่งที่พวกเราๆท่านๆ มี Hard Skill (ทักษะแข็ง) คือทักษะที่จำเป็นในการทำงานในแต่ละสายอาชีพ เช่น ถ้าคุณเป็นทนาย คุณต้องรู้เกี่ยวกับกฎหมายต่างๆและสามารถร่างสัญญาได้ ถ้าคุณเป็นวิศวกร คุณต้องรู้เกี่ยวกับโครงสร้างและหลักการคำนวณ ว่ากันง่ายๆคือ ทักษะส่วนใหญ่ที่คุณเรียนมาในมหาวิทยาลัย ส่วนทักษะนิ่มนั้น มีขอบเขตที่กว้างกว่า โดยเป็นทักษะที่สามารถใช้ได้กับทุกสายอาชีพ ประกอบด้วยทักษะการสื่อสารและพัฒนาแนวคิดเป็นหลัก
     ในทุกวันนี้การมีปริญญาถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะการไขว่คว้าหาข้อมูลสามารถทำได้อย่างสะดวกโดยเพียงไม่กี่แค่คลิกบนหน้าคอมพิวเตอร์ของคุณ เพราะฉะนั้น Hard Skill จึงไม่ใช่อะไรที่หายากในตลาดแรงงานอีกแล้ว ในทางกลับกัน Soft Skill กลับเป็นทักษะที่ขาดตลาดมากในทุกวันนี้ และเป็นที่ต้องการของทุกๆบริษัทไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม

refer ; google , www.glurr.com

วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เทคโนโลยีเปลี่ยนความติด

     คนในโลกยุคปัจจุบันนี้ หวาดกลัวการมาถึงของ Automation Era  (ยุคของระบบอัตโนมัติ) สาเหตุหนึ่งเป็น เพราะตัวอย่างที่มีให้เห็นมากมายของโลกธุรกิจในปัจจุบัน เช่น Blockbuster Video ซึ่งเคยมีพนักงาน 60,000 คน และสาขาอีกกว่า 9,000 สาขา ถูกแทนที่ด้วย Netflix กับ Redbox Kiosks ซึ่งมีพนักงานแค่ 2,450 คนเท่านั้น เนื่องจากการทำระบบอัตโนมัตินี้ ไม่ต้องการวันหยุดพักผ่อน ไม่ต้องการสวัสดิการ และบริหารจัดการง่ายเพราะไม่ตั้งคำถามอะไร ต้นทุนทางธุรกิจก็จะลดลงไปเป็นอย่างมาก
     ผู้บริหารของบริษัทหลายๆที่จึงมีแนวคิดที่จะลดแรงงานคน และแทนที่ด้วยเครื่องจักรแทนให้มากที่สุด เช่น Henry Ford ผู้ก่อตั้งบริษัท Ford Motor ได้เคยแสดงเจตนารมณ์ว่า เขาไม่ต้องการความคิดสร้างสรรค์หรือการตัดสินใจของคน เขาต้องการแค่ให้คนทำทำทำ ในสิ่งที่เขาต้องการโดยไม่ตั้งคำถามเท่านั้น (นั่นก็คือการทำงานแบบเครื่องจักรนั้นเอง)
     ข้อมูลจากบริษัทวิจัยชื่อดัง Gartner Group ก็มีการพยากรณ์ออกมาในแนวทางเดียวกัน คือ ภายในปี 2025 (พ.ศ. 2568) หนึ่งในสามของงานในปัจจุบันจะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ หรือ Robot และภายในปี 2040 (พ.ศ. 2573) กว่า 90%ของงานทั้งหมดในปัจจุบัน จะถูกแทนที่โดย Smart Machine


     นอกจากนั้น Dr.David Autor อาจาร์ยจากมหาวิทยาลัย MIT ซึ่งศึกษาและติดตามผล กระทบของเครื่องจักรอัตโนมัติ กับตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด ได้ออกมากล่าวว่า เทคโนโลยีทำให้ตลาดต้องการแรงงานที่มีฝีมือมากขึ้น ผนวกกับถ้าเราใช้ประโยชน์จากเครื่องจักรมากขึ้น ก็จะทำ ให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์สูงสุด เพราะถ้างานที่ยากๆ หากไม่มีเครื่องจักรเข้ามาช่วยแล้วละก็ ลำพังแรงงานคนอย่างเดียวก็ไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้

ปรับมุมมอง เปลี่ยนความคิด

     เนื่องจากการทำระบบอัตโนมัตินี้ ไม่ต้องการวันหยุดพักผ่อน ไม่ต้องการสวัสดิการและบริหารจัดการ
ง่ายเพราะไม่ตั้งคำถามอะไร ต้นทุนทางธุรกิจก็จะลดลงไปเป็นอย่างมาก
      พนักงานทั้งหลายควรกลับมาคิดถึงอาชีพที่ทำอยู่ปัจจุบันว่า จะไปในทิศทางใด

refer ; www.g-able.com

วันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

แนวโน้มสำคัญของการทำงานในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและการทำงานภายในองค์กร
   แนวโน้มดังกล่าวคือบรรดาเทคโนโลยีทั้งหลายจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งแรงผลักดัน
ทางเทคโนโลยีที่รุนแรงขึ้นในปัจจุบัน แนวโน้มสำคัญของการทำงานในอนาคตที่จะปรับเปลี่ยน
รูปแบบการทำงานขององค์กรของเราเอง จนเราต้องพัฒนาตัวเองโดยการเรียนรู้รอบตัวหรือไปหาความรู้โดยไปอบรมในสถานที่มีผู้รู้ถ่ายทอดให้ เช่น

Big Data และ Data Analysis

การใช้ข้อมูลจำนวนมากในปัจจุบันจะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 เท่าในปี 2016  
ซึ่งข้อมูลจากโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค วิดีโอและภาพ จะกลายเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญในการเรียนรู้
เกี่ยวกับลูกค้า ทำให้ให้รูปแบบการเข้าถึงลูกค้าจะเปลี่ยนไปจากเดิม  อาจบอกได้ว่า ถ้าธุรกิจ
นั้นๆสามารถทำระบบโครงสร้างพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าสำเร็จ จะบอกได้ว่าลูกค้ามี
ความต้องการในผลิตภัณฑ์ด้านไหน และเซิร์ฟแต่สิ่งที่ลูกค้าต้องการเท่านั้น ทำให้พวกลดต้นทุน
ในภาพรวมได้หลายอย่าง และยังสามารถเอาใจลูกค้า จนในระยะยาวที่จะเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อเข้าถึงลูกค้าทำให้ลูกค้าเกิดความจงรักภัคดีย์ต่อ brand นั้นๆ

ระบบที่เต็มไปด้วยการใช้งานเฉพาะเจาะจง

แนวโน้มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบอัจฉริยะ เช่น AI และ Machine Learning ที่ถูกผสมผสานกับการวิเคราะห์เพื่อช่วยให้สามารถค้นพบเนื้อหาได้แบบเฉพาะเจาะจง เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในแนวโน้มสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในปี 2017 ผ่านการทำงานร่วมกับ Big Data ที่จะเก็บเนื้อหาต่างๆ เช่น การประชุม รายละเอียดของงานนำเสนอ และการสนทนา ทำให้ทำการค้นหาและนำมาปรับปรุงได้รวดเร็ว เปรียบได้กับห้องสมุดในยุคดิจิทัลที่เพียงแค่ Search ในช่วงเวลาต่อไปคงจะต้องมีการแขร์ข้อมูลเหล่านี้ร่วมกัน

การเขียนโปรแกรมการใช้งานที่คล่องตัว

เพื่อผลักดันให้มีการทำงานร่วมกันขององค์กรอย่างแท้จริง และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น การเขียนโปรแกรมที่จะใช้ในองค์กรต้องมีความยืดหยุ่น ซึ่งวิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพต้องมีวิวัฒนาการพร้อมกับการใช้ทีมงานที่ต้องการใช้งานซอฟแวร์นั้นๆ  ปัจจุบันหลายองค์กรใช้เทคโนโลยีที่อิงกับมาตรฐานที่ควรจะเป็น แต่มักจะมีกำแพงรอบ ๆ เทคโนโลยีเหล่านี้ปิดกั้นพวกเขาไม่ให้ทำงานร่วมกันในวงกว้างได้มากนัก จึงมีแนวคิดอย่างหนึ่งที่ชื่อว่า Open  Standards ที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเปิดให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากโซลูชันด้านการทำงานร่วมกันได้ เพื่อเพิ่มความยืดยุ่นในระบบการทำงาน และอาจจะตัดงบบางส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปได้

    แนวโน้มรูปแบบนี้ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องเรียนรู้ และปรับเปลี่ยนระบบการทำงานภายในองค์กรให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนประกอบสำคัญของธุรกิจ เช่น Digital Startup ที่นอกจากจะต้องเรียนรู้และก้าวให้ทันเทคโนโลยีแล้ว ยังต้องปรับเปลี่ยนการทำงานให้เหมาะสมและตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่อีกด้วย


อ้างอิง www.depa.or.th

วันศุกร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

Digital Self Service

ดิจิทัล กับ การบริการด้วยตนเอง (Self Service)

Digital Economy 
        Digital Economy คือ เศรษฐกิจที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องอาศยัเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งมีอินเทอร์เน็ต เป็นหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่า เพิ่มให้กับการผลิตสินค้า การขนส่ง หรือแม้แต่เป็นตัวกลางในการซื้อขาย ทำให้สามารถกำหนดกลยุทธ์การตลาดได้สะดวกมากขึ้นเนื่องจากมีการเก็บข้อมูลที่เป็นระบบระเบียบทำให้การ บริหารจัดการสามารถทำได้ง่ายนักธุรกิจและเจ้าของกิจการได้รับข่าวสารข้อมูลที่กว้างขวางและลึกซึ่งยิ่งขึ้น Digital Economy จะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ โดยสามารถติดตอ่ประสานงานกับผู้ผลิต หรือลูกค้า ได้ง่ายและรวดเร็วผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งอีเมล์ การประชุมทางไกล ช่วยต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตสินค้าและ บริการในรูปแบบใหม่ๆ เข้าสู่
ตลาด โดยสามารถค้นคว้าข้อมูล ข่าวสารจากแหล่ง ต่างๆ ทั่วโลกแล้วนามาพัฒนา เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารระหว่างกลุ่มธุรกิจเดียวกัน เพื่อนำเสนอและเปรียบเทียบเทคนิค วิธีการและรูปแบบ ใหมๆ
         ปัจจุบัน ยังมีการผันเปลี่ยนรูปแบบการซื้อขายไปสู่ระบบ e-Point ที่ผู้ซ์้อจะต้องนำเงินสดจริงไปแลกเปลี่ยน เป็นแต้มหรือคะแนนเพื่อใช้ซื้อสินค้าที่ต้องการ และสามารถทำกำไรจากการแลกเปลี่ยนนี้ได้ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ PTT Blue Card เติมน้ำมันเก็บแต้ม นำแต้มแลกซื้อสินค้าในราคาประหยัด หรือ Line Coin ที่ใช้ซือ้ผลิตภณัฑ์ต่างๆ ของ Line  

บริการด้วยตนเองด้วยระบบดิจิตอล (Digital Self Service)
สมาร์ทโฟน กลายเป็นทางเลือกสำคัญอันดับต้นของผู้บริโภคอายุ 18-49 ปี  Gen X และ Gen Y ที่มีสถิติเสพสื่อดิจิทัลเป็นอย่างมากในชีวิตประจำวัน Self Service ได้กลายเป็นการยกระดับงานบริการ ที่ลูกค้าสามารถจัดการและเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา หมดเงื่อนไขการวิตกกังวลต่อข้อมูล เมื่อพฤติกรรมลูกค้าสามารถสร้างระบบการจัดการได้ด้วยตนเอง  ตัวอย่างรูปแบบการเลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านสื่อโซเชียลมีเดียในแพลตฟอร์มต่างๆ อาทิเช่น Websitefacebook  Instagram และ Line กระทั่งแอพพลิเคชั่นดังเช่น Shopee  Lazada  หรือรูปแบบการใช้บริการจองที่พัก Agoda การเดินทาง จองตั๋วเครื่องบินในแอพฯ ของสายการบินต่างๆ  กระทั่งแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซค์ของแอพฯ Grab  แม้กระทั่งยุคสมัยของการทำธุรกรรมทางการเงิน Internet Banking ฝาก ถอน โอน งานธุรกรรมต่างๆ ของสถาบันทางการเงิน ที่ใช้โปรโมชั่นพิเศษสร้างความสนใจให้ผู้บริโภคสร้างระบบการจัดการได้อย่างรวดเร็วฉับไว

รูปแบบบริการตนเองที่พบทั่วไปดังภาพ


รูปแบบบริการตนเองในยุคดิจิตอล


                                        



data by www.industry.go.th & smartsme.co.th

วันเสาร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2561

AI Applied

ประยุกต์ A.I. กับตลาดหุ้นไทย
ตอนนี้มี A.I. Trade เข้ามาเทรดปะปนกับนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยแล้วนะ! 
พื้นฐาน


ชีวิตประจำวัน


ตัวอย่าง




แนวคิด



ข้อดี




จะเห็นได้ว่า มนุษย์เริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิต พร้อมที่จะหาหนทางลัด ถึงแม้นว่า AI จะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น 
คล่องขึ้น สะดวกสบายขึ้น แต่หนทางนี้มีทั้งข้อดีข้อเสียกับการใช้ชีวิตปกติของเราเอง 

Data by www.maoinvestor.com

วันศุกร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561

เทรนด์เทคโนโลยีในปี 2018

Technology Trends 2018

เป็นประจำของทุกช่วงปลายปีจะมีบริษัท หรือสื่อต่างๆ จากหลายๆ สื่อ จะออกมาสำรวจ หรือจัดอันดับเทรนด์เทคโนโลยีในปี 2018 (Technology Trends 2018) ที่จะเข้ามารองรับสังคม ธุรกิจ หรือเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นผลของการสำรวจ PwC Global (PricewaterhouseCoopers) หนึ่งในสี่บริษัทตรวจสอบบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตลอดจนยังให้บริการที่ปรึกษาการเงิน ที่ปรึกษาภาษีอากร การจัดหาทรัพยากรบุคคล การให้บริการด้านเทคโนโลยี และอสังหาริมทรัพย์ ได้เผยผลการสำรวจ TBM : Tech Breakthroughs Megatrend ซึ่งได้ทำการสำรวจรูปแบบเทคโนโลยีกว่า 150 แบบทั่วโลก เพื่อค้นหาว่าเทคโนโลยีใดจะเข้ามามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการและกลุ่มอุตสาหกรรมมากที่สุด โดยประเมินจากผลกระทบต่อธุรกิจและศักยภาพในเชิงพาณิชย์ในอีก 5-7 ปีข้างหน้า สำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และ 3-5 ปี สำหรับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยผลจากการสำรวจพบว่า เทรนด์การใช้นวัตกรรมดิจิทัลจะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนพลิกโฉมอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจส่งผลให้การจ้างงานมนุษย์ลดลง มีเทคโนโลยีสำคัญ 8 ประเภท (Essential Eight) ที่ภาคธุรกิจทั่วโลกต้องจับตา
ภาพ และข้อมูล : www.depa.or.th

วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560

THUNDERBOLT

เทคโนโลยี THUNDERBOLT คืออะไร ? 

เทคโนโลยี Thunderbolt™ สร้างสรรค์โดยอินเทลเป็นอีกขั้นของเทคโนโลยีพอร์ต USB ที่รองรับการถ่ายข้อมูลด้วยความเร็วสูงทั้งการถ่ายโอนข้อมูลและวิดีโอ การนำเทคโนโลยี Thunderbolt มาใช้ผ่านพอร์ต USB-C ที่สร้างขึ้นร่วมกับ USB-IF ทำให้ Thunderbolt 3 เป็นพอร์ตที่ทำงานเร็วที่สุดเท่าที่มีวางจำหน่าย โดยจะเชื่อมต่ออุปกรณ์ Thunderbolt, จอภาพ HD และ 4Kทุกชนิด และอุปกรณ์ USB นับพันล้านชิ้นโดยใช้ปลั๊กชนิดกลับด้านขนาดเล็ก 1 อัน ถ่ายโอนข้อมูลเร็วกว่า 4 เท่า และมีแบนด์วิดท์วิดีโอมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับสายเคเบิลอื่นๆ.




THUNDERBOLT ถึงดีกว่า PORT เดิมยังไง

เนื่องจากปัจจุบันได้มีการทำงานนอกสถานที่กันมากขึ้นประกอบกับอุปกรณ์โน้ตบุ๊กเองมีขนาดเล็กลง พกพาได้สะดวกมากขึ้น ในการรองรับความเร็วของเดสก์ท็อปและแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์มือถือ แต่นั่นก็เป็นความท้าทายที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและพอร์ตการเชื่อมต่อที่จะให้มีความเร็วเทียบเท่าเครื่องเดสก์ท็อปและมีการใช้งานที่รวดเร็วขึ้น Thunderbolt จึงได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายนี้ โดยเทคโนโลยี Thunderbolt 3 ทำงานเร็วกว่า USB 3.0 ถึง 8 เท่า รองรับอัตราการส่งข้อมูลและวิดีโอที่รวดเร็วโดยใช้สายเคเบิลเพียงเส้นเดียว



Gbps (ย่อมาจาก กิกะบิตต่อวินาที)
หน่วยของอัตราการถ่ายโอนข้อมูลที่วัดความเร็วของแบนด์วิดท์ด้วยจำนวนพันล้านบิตที่ถูกถ่ายโอนในหนึ่งวินาที
USB มาตรฐาน (ย่อมาจาก Universal Serial Bus มาตรฐาน)
หัวเชื่อมต่อที่ใช้กันแพร่หลายมากที่สุด ใน “อีกฝั่ง” ของสาย USB โดยปกติแล้ว USB มาตรฐานจะสามารถใช้งานกับคอมพิวเตอร์ ที่ชาร์จในรถ ที่ชาร์จแบบเสียบกับผนัง และอุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมาย
พอร์ต USB (ย่อมาจาก พอร์ต Universal Serial Bus)
พอร์ตที่ออกแบบมาให้เป็นมาตรฐานของการเชื่อมต่อเพื่อส่งข้อมูลและจ่ายไฟระหว่างอุปกรณ์
USB 3.1
USB 3.1 คือรุ่นที่ถูกพัฒนาเป็นเจนเนอเรชั่น 2 ของ USB 3.0 โดยเจนเนอเรชั่น 2 ได้ประสบความสำเร็จในการเพิ่มอัตราความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลเป็นสองเท่าของเจนเนอเรชั่น 1 (USB 3.0) ทำให้ความเร็วของ USB เพิ่มขึ้นจาก 5 เป็น 10 กิกะบิตต่อวินาที
USB-C (หรือที่รู้จักในชื่อ Type-C)
หัวเชื่อมต่อ USB รุ่นใหม่ ได้รับการยกย่องให้เป็นมาตรฐานใหม่ เนื่องจากมีขนาดที่เล็กกว่า เร็วกว่า และใช้งานง่ายกว่า USB รุ่นก่อน USB-C ได้รับการสนับสนุนอย่างแพร่หลายจากผู้นำด้านอุตสาหกรรม ซึ่งหมายความว่า USB-C จะมาแทนที่ USB รุ่นอื่นๆ ทั้งหมด
USB-IF (ย่อมาจาก USB Implementers Forum)
องค์กรไม่แสวงกำไรที่ก่อตั้งโดยบริษัทที่พัฒนาเกี่ยวกับ Universal Serial Bus (USB) โดยภารกิจของ USB-IF คือการสนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยี USB ให้เป็นมาตรฐาน
4K (ย่อมาจากความละเอียด 4,096 พิกเซล)
กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของวิดีโอดิจิตอลคุณภาพสูงอย่างรวดเร็ว 4K คือความละเอียดแนวตั้ง 4,096 พิกเซล หรือ “4K” พิกเซล
Mini DisplayPort
เป็นรุ่นย่อยของ DisplayPort ซึ่ง Apple ได้พัฒนา Mini DisplayPort ซึ่งเป็นอินเทอร์เฟซแบบดิจิตอลสำหรับเชื่อมต่อระบบภาพและเสียงในปี 2008
**notebookspec.com