วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ตามกระแสธุรกิจระดับ World class

เน้นนวัตกรรมในร้าน มากกว่าขายออนไลน์

            แนวทางธุรกิจยุค 4.0 ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย กลับให้ความสนใจกับนวัตกรรม (innovation) ค้าปลีกที่อยู่ที่หน้าร้านเป็นอย่างมาก และมีนวัตกรรมออกมาต่อเนื่องจริงจัง ส่วนหนึ่งถือเป็นกลยุทธ์เชิง O2O (online to offline) คือ ใช้ร้านเรียกคนเข้าเว็บและใช้เว็บเรียกคนเข้าร้าน เช่น ความเชื่อมโยงระหว่าง Central Plaza และ Central.co.th หรือเทคโนโลยี Tesco iBeacon ซึ่งในเร็วๆ นี้ เราก็จะได้เห็นห้างหรูบางแห่ง นำกลยุทธ์นี้มาใช้เพื่อแก้ปัญหา คนมาห้าง มากินข้าว แต่ไม่ซื้อของ
            ขอวิเคราะห์ปัญหาใหญ่ๆ ของการปรับตัวของธุรกิจค้าปลีกไทยรายใหญ่ไปสู่ออนไลน์ ดังนี้

            1. Cannibalization ธุรกิจค้าปลีกกลัวปัญหา “กินกันเอง” กลัวว่าการขายออนไลน์ที่กำไรน้อยกว่าจะส่งผลเสีย นอกจากกำไรหดลงแล้ว ยังทำให้ช่องทางเดิม (เช่น ฝ่ายขาย หรือหน้าร้านเดิม หรือคู้ค้าหลักๆ) ไม่พอใจบริษัทที่มาขายออนไลน์แข่ง

             ปัญหากลัวกินกันเองนี้เกิดทั้งภายในและภายนอกองค์กร ทำให้การพัฒนาช่องทางออนไลน์ของทีมงานภายใน มักถูกตั้งคำถามหรือไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควรจากผู้บริหารส่วนอื่นๆ ภายในองค์กรเอง เพราะถึงเป็นองค์กรเดียวกัน แต่ก็แยกกัน “บริหารเป้า” จากผู้บริหารที่ดูแลช่องทางการขายเดิม

            2. การบริหารงานแบบ Silo การทำงานเป็นท่อนๆ ส่วนใครส่วนมัน แยกหน้าที่ชัดเจน ส่งต่อกันเป็นทอดๆ เหมือนในโรงงาน แนวทางการบริหารแบบนี้มีประสิทธิภาพสูงมากกับการขายแบบค้าปลีก เพราะทำให้ต้นทุนต่ำ แต่เมื่อเจอกับความต้องการลูกค้าที่เปลี่ยนไป และคู่แข่งหน้าใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว การทำงานแต่ละ Silo เป็นท่อนๆ กลับไม่สอดคล้องต่อยุคสมัยปัจจุบัน

            3. ระบบการขาย, ไอที, บัญชี และ คลังสินค้า มีลักษณะเดียวกับ Silo คือเป็นระบบขนาดยักษ์ที่ออกแบบให้ทำงานมีความเสถียรสูง ปริมาณมากๆ เน้นประสิทธิภาพและการประหยัดจากขนาด (economy of scale) ทำงานเยอะๆ ได้ในต้นทุนที่ต่ำมาก

            4. หาคน การหาคนที่มีประสบการณ์ ecommerce นั้นยากเย็นเป็นอย่างยิ่ง นอกจากบริษัทจะต้องเจอเรื่องการดึงตัวกันในอุตสาหกรรมแล้ว ยังเจอปัญหาเรื่องการดูดคนจากบริษัทข้ามชาติใหม่ๆ ที่เป็น Tech Startup รวมถึงปัญหาคนที่มีประสบการณ์ความสามารถสูง ก็ออกไปเปิดบริษัท Tech Startup ของตัวเอง ทำให้คนที่เชี่ยวชาญด้านนี้ ยิ่งหายากขึ้นไปอีก

แนวทางนโยบายในการทำธุรกิจค้าปลีกออนไลน์

จากประสบการณ์ที่ได้ใกล้ชิดกับผู้บริหารค้าปลีกออนไลน์ทุกรายในประเทศไทย พบว่าทุกรายมีแนวทางการบริหารหน่วยงานค้าปลีกออนไลน์คล้ายๆ กัน ที่สามารถใช้เป็นแนวปฏิบัติสำหรับรายอื่นๆ ได้ คือ

1. Direct Report to CEO ตั้งหน่วยงานออนไลน์ที่ใกล้ชิดกับผู้นำขององค์กร เพราะการปั้นธุรกิจออนไลน์ไม่ใช่การ “สร้างช่องทางการขายใหม่” แต่เป็นการ “รวมช่องทางการขายเดิม” เพื่อไล่ให้ทันลูกค้าและคู่แข่งที่เปลี่ยนไป

2.บริหารเป็นเอกเทศ หน่วยงานออนไลน์ควรบริหารด้วยความเป็นเอกเทศ เพราะเหตุผลคือจำเป็นต้องรวมจุดแข็งของทุกส่วน เพราะไม่ใช่การแข่งขันของ “ช่องทาง”​แต่เป็นการแข่งขัน “ทั้งธุรกิจ”

3.อย่าวัดแต่ยอดขายอย่างเดียว เพราะจะเกิดแรงต้านจากช่องทางเดิมและเกิดการแย่งยอดขายกัน แต่ต้องตั้งเป้ายอดขายเป็น KPI ร่วมกัน ทั้งจากช่องทางเดิมและช่องทางออนไลน์ นั่นคือ ช่องทางเดิมได้เป้า ได้คอมมิสชั่น ช่องทางออนไลน์ได้งบประมาณ ได้ปรับเงินเดือน

4.รักษาคนออนไลน์ไว้ และให้พนักงานรุ่นใหม่ๆ เรียนรู้ความรู้จากคนออนไลน์พวกนี้ เพราะจำเป็นต้องปั้นคนออฟไลน์ให้เป็นออนไลน์ เพราะการหาคนออนไลน์เองนั้นว่ายากแล้ว การรักษาให้เขาอยู่กับบริษัท ในสภาวะคนแย่งตัวกันนั้นยากยิ่งกว่า


**ข่าวสารจาก Brand Inside

วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2560

DIGITAL TRANSFORMATION 2017

DIGITAL TRANSFORMATION

           Digital Transformation ก็คือการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีที่ทันสมัยกว่า สะดวก รวดเร็ว 
โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวผลักดัน เช่น อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง โทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G เป็นต้น
        การเข้ามาของเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างมาก
เกิดธุรกิจใหม่ๆมากมายเช่น AIRBNB, UBER หรือ AGODA การเข้ามาของธุรกิจเหล่านี้ทำให้มี
ผลกระทบต่อธุรกิจเดิมๆที่เคยทำอาทิเช่น EBOOK มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจสิ่งพิมพ์ 
หรือ STREAMING CONTENT อย่าง NETFLIX, HOLLYWOOD HD ก็มีผลกระทบต่อธุรกิจด้านทีวี
ในบ้านเรา องค์กรต่างๆก็เริ่มที่จะต้องปรับตัวเองมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากขึ้น 
ทั้งในการบริหารงาน การบริการลูกค้า หรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆเรื่องของ DIGITAL TRANSFORMATION  
ภาพรวมใหญ่ในปี 2017 

        ฉนั้นผู้ที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยอาศัยช่องทาง digital คงต้องหันกลับมา
เพิ่ม Costs all the way ของธุรกิจตนเองให้มากเพื่อช่วงชิงลูกค้าเพื่อให้ brand loyality
(ความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์)


ที่มาข้อมูล https://thanachart.org/2016/10/24/แนวโน้มเทคโนโลยีไอที-2017
                        http://www.merlinssolutions.com/?p=14924

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Fourth Industrial Revolution

เปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0

1. เรียนรู้ภาษาต่างประเทศให้ดี
เป็นข้อกำหนดข้อแรกเลยครับสำหรับการเตรียมตัวรับกับสิ่งใหม่ๆ ที่กำลังจะมาในอนาคตอย่างรวดเร็ว
นี้ การมีความรู้ภาษาต่างประเทศนั้นจะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงเนื้อหาจากประเทศต่างๆ ที่พัฒนาเทคโนโลยีก้าวล้ำไปแล้วยิ่งกว่าเราได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอให้ใครมาแปลหรือสรุปให้เราอ่าน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเนื้อหาที่มีความเฉพาะทางสูงเช่น กรณีศึกษาการนำ AI ไปใช้ใน
อุตสาหกรรมหรือการผลิตบางอย่าง, การค้นพบสิ่งใหม่ๆ และอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับภาษาที่แนะนำในตอนนี้ก็หนีไม่พ้นภาษาอังกฤษแน่ๆ ภาษาหนึ่ง ส่วนจีนเองนั้น

2. เริ่มศึกษาเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำงานให้มากขึ้น
หลังจากนี้เทคโนโลยีจะยิ่งเข้ามามีบทบาทในชีวิตและการทำงานของเรามากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน และถ้าหากเวลานี้คุณยังใช้เครื่องมือที่มีอยู่ในการทำงานได้ไม่คล่องล่ะก็การฝึกให้คุ้นเคยกับเทคโนโลยีใกล้ตัวให้มากขึ้นก่อนก็ถือเป็นก้าวแรกที่ควรทำนอกจากนั้นการฝึกมุมมองในการหาเทคโนโลยีที่ดีขึ้นเพื่อนำมาปรับใช้กับงานที่ทำอยู่ประจำเรื่อยๆ นั้นก็เป็นก้าวถัดไปที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการหา Software มาปรับใช้กับการทำงานที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น งานพื้่นฐานเหล่านี้ดูนั้นอาจทำให้พนักงานแต่ละคนในองค์กรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้นโดยแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเลยด้วยซ้ำ และในมุมของตัวเราเองหรือพนักงานในองค์กร การได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องก็จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานอย่างแน่นอนไม่ว่าจะยังคงทำงานที่เดิมหรือย้ายไปทำงานที่ใหม่ก็ตาม

3. เริ่มศึกษาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่ธุรกิจของตนทำอยู่ให้มากขึ้น
การติดตามข่าวสารหรือค้นหาใน Google ดูว่าในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเดียวกันนี้เริ่มมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อะไรมาใช้ในการทำงานบ้างแล้วก็ถือเป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะในบางอุตสาหกรรมอาจมีการนำ AI มาเริ่มใช้งาน, บางอุตสาหกรรมนำข้อดีของระบบ Cloud มาใช้ในการประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มขยายสาขาขององค์กรอย่างรวดเร็ว, บางธุรกิจเริ่มใช้หุ่นยนต์ในสายการผลิตหรือแม้แต่ออกมาให้บริการลูกค้า, บางธุรกิจเริ่มมีการนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ หรือบางธุรกิจอาจค้นพบเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยลดต้นทุนหรือสร้างโอกาสใหม่ๆ ได้ ซึ่งแต่ละธุรกิจก็มีรูปแบบการนำเทคโนโลยีมาใช้ที่แตกต่างกันไป การติดตามข่าวสารพวกนี้จะทำให้เรามองเห็นภาพรวมในการทำงานและในอุตสาหกรรมที่มากขึ้น และทำให้เรามองในภาพรวมและระยะยาวได้ดีขึ้น รวมถึงยังให้เราสามารถวางแผนได้ว่าควรจะศึกษาเทคโนโลยีอะไรต่อไปบ้างได้อีกด้วย


4. หัดทำการวิเคราะห์ข้อมูลบ้าง
มีการทำนายกันว่าต่อไปการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นจะกลายเป็นงานของทุกๆ คนในองค์กร โดยภาคธุรกิจต่างๆ นั้นจะทำการรวบรวมข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กรเอาไว้เป็น Big Data Storage เพื่อให้พนักงานภายในองค์กรแต่ละแผนกนั้นสามารถเข้าถึงข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตน และทำการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นได้ด้วยตัวเอง แนวโน้มนี้ค่อยๆ เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว และในไทยเองก็ควรจะเริ่มมีการเตรียมตัวกันเบื้องต้นด้วยการฝึกแนวคิดในการวิเคราะห์ข้อมูลกันเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ การฝึกวิเคราะห์ข้อมูลนั้นไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากอะไรที่ซับซ้อนหรือข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ก็ได้ แค่ข้อมูลที่เราได้พบหรือได้สัมผัสในแต่ละวันนั้นก็สามารถนำมาวิเคราะห์และสร้างประโยชน์ต่างๆ ให้มากขึ้นได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเก็บสถิติงานต่างๆ ของสิ่งที่ทำในแต่ละวันมาลองวิเคราะห์ดูว่าควรจะปรับปรุงการทำงานอย่างไร, การดึงสถิติผู้เข้าชมจาก Facebook Fan Page หรือ Google Analytics มาใช้วิเคราะห์ว่าควรจะทำอย่างไรให้ผู้ชมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น, การนำข้อมูลยอดขายของเซลส์มาใช้วิเคราะห์ว่าเดือนไหนควรทำงาน ควรหยุดงาน หรือควรจัดงานสัมมนา และอื่นๆ อีกมากมายตามแต่ว่าใครจะได้ทำงานเกี่ยวกับข้อมูลอะไร
          สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นก็อาจเป็นเครื่องมือใกล้ตัวที่สุดอย่าง Microsoft Excel ที่จริงๆ แล้วก็มีความสามารถต่างๆ อยู่มากเพียงพอสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดเล็กเบื้องต้นอยู่แล้ว และก็เป็นเครื่องมือที่เชื่อว่าทุกๆ คนคงมีติดเครื่องเอาไว้ แต่น้อยคนนักที่จะใช้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
           ประเด็นสำคัญคือ “การหัดวิเคราะห์ข้อมูล” นั้นคือสิ่งที่เราทุกคนควรจะต้องฝึกฝนอยู่เสมอ ให้กระบวนการการคิดมีความเป็นวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มากขึ้น ในขณะที่การหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลกับธุรกิจให้ได้นั้นก็จะเป็นอีกความสามารถที่สำคัญในอนาคต

5. ทำความเข้าใจกับการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น
ต่อไปนั้นการเขียนโปรแกรมจะได้เข้าไปมีบทบาทในส่วนหนึ่งของงานทุกคนอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าแต่ละคนนั้นก็อาจต้องเขียนโปรแกรมในระดับที่มีความซับซ้อนต่างกันไม่มากก็น้อยตามแต่เนื้องาน บางงานการเขียนโปรแกรมแค่ 2-3 บรรทัดก็สามารถลดงานที่ต้องทำซ้ำๆ เป็นประจำให้ง่ายลงได้กว่าเดิม บางงานอาจต้องเขียนโปรแกรมซับซ้อนกว่านั้น โดยนอกจากการเขียนโปรแกรมจะเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว การทำความเข้าใจกับพื้นฐานของการเขียนโปรแกรมนั้น ก็จะทำให้เราเห็นภาพของการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้นไปด้วยในตัว
การทำความเข้าใจกับการเขียนโปรแกรมเบื้องต้นนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่
การทำความเข้าใจกับแนวคิด Computational Thinking เพื่อให้เข้าใจก่อนว่าระบบ Computer ต่างๆ ในทุกวันนี้มีวิธีการทำงานและการประมวลผลอย่างไร เพื่อเป็นพื้นฐานต่อยอดในการศึกษาภาษาต่างๆ ในการเขียนโปรแกรมในอนาคตเองได้
        การทดลองหัดเขียนโปรแกรมด้วยภาษาต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพการทำงานจริง และใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อยอดทางด้านนี้ด้วยตัวเองได้ในอนาคต
        คนที่เขียนโปรแกรมเพื่อให้ทำงานทดแทนตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและประหยัดเวลาได้นั้น เมื่อเทียบกับคนที่เขียนโปรแกรมไม่ได้ ประสิทธิภาพในการทำงานจะต่างกันหลายเท่าเลยทีเดียว

6. หัดรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ IT ที่ตนเองใช้งานอยู่ให้เป็น
เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ทุกๆ คนในวันนี้ควรจะทำกันให้เป็น ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจพื้นฐานเบื้องต้นว่าอะไรคือ Virus, อะไรคือ Malware, อะไรคือ Ransomware และการโจมตีหรือการ Hack ต่างๆ นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรในมุมกว้าง รวมถึงการปกป้องตัวเองให้ปลอดภัยจากสิ่งเหล่านี้ให้ได้มากที่สุดนั้นควรทำอย่างไร ทั้งในเชิงพฤติกรรมและการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะการโจมตีในทุกวันนี้นั้นมีความรุนแรงสูงยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมาก งานหรือข้อมูลอันทรงคุณค่าขององค์กรอาจถูกขโมยหรือถูกทำลายได้ในชั่วพริบตาหากมีความปลอดภัยที่ไม่เพียงพอ (เคยมีบริษัทที่ถูกขโมยข้อมูลจนต้องล้มละลายมาแล้ววในอดีต) และเหล่าคนทำงานภายในองค์กรอย่างเราๆ นี่เองที่เป็นช่องที่เหล่า Hacker ใช้ในการโจมตีมากที่สุดกันในปัจจุบัน
การรู้จักแนวคิดเบื้องต้นและป้องกันตัวเองจากการโจมตีเหล่านี้ได้นั้น นอกจากจะส่งผลดีต่อการทำงานแล้ว ยังจะส่งผลดีต่อการใช้ชีวิตส่วนตัวอีกด้วย เพราะสุดท้ายแล้ว IT นั้นก็ได้กลายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา เราเริ่มสั่งซื้อสินค้าออนไลน์, จ่ายเงินค่าบริการต่างๆ ผ่าน Smartphone และเก็บข้อมูลสำคัญของเราเอาไว้ในอุปกรณ์เหล่านี้ การปกป้องข้อมูลสำคัญเหล่านี้เอาไว้ให้ได้นั้นก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการใช้ชีวิตประจำวันลงไปไม่มากก็น้อย
สิ่งหนึ่งที่ทุกคนควรเริ่มหัดทำกันตั้งแต่เนิ่นๆ เลยก็คือ การหัด Update และ Patch อุปกรณ์และ Software ที่ใช้งานในชีวิตประจำวันให้มีความปลอดภัยสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น Smartphone, Tablet, Router, CCTV Camera และอื่นๆ อีกมากมาย ใครที่ทำไม่เป็นก็ลองให้ผู้เชี่ยวชาญ IT ที่รู้จักช่วยสอนทำเป็นก้าวแรกให้ดูก่อนก็ได้ และต้องทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้อย่างเป็นประจำให้ติดเป็นนิสัย เพื่อให้ชีวิตของเรามีความมั่นคงปลอดภัยอยู่ตลอดนั่นเอง

7. ดูแนวโน้มว่าในอุตสาหกรรมหรืองานที่ทำอยู่นั้น AI จะเข้ามามีบทบาทอย่างไร
การศึกษาดูว่าในอุตสาหกรรมของเราและใกล้เคียงนั้นเริ่มมีการนำ AI มาใช้ทำอะไรกันบ้างนั้น จะช่วยให้องค์กรสามารถวางกลยุทธ์หรือทดสอบเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ดีขึ้น และนำ AI มาใช้ในส่วนที่มีความสำคัญสูงสำหรับธุรกิจองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงอาจได้แนวคิดในการนำ AI มาสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้อีกด้วย

8. ดูแนวโน้มว่าในอุตสาหกรรมหรืองานที่ทำอยู่นั้น IoT จะเข้ามามีบทบาทอย่างไร
เช่นเดียวกับ AI ที่จะมาเปลี่ยนโฉมการทำธุรกิจไปอย่างสิ้นเชิง Internet of Things (IoT) เองนี้ก็จะมีบทบาทมากไม่แพ้กับ AI ในอนาคต โดยการเพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูลหรือประมวลผลให้กับอุปกรณ์, สถานที่, สินค้า, บริการ และกระบวนการต่างๆ นั้นจะช่วยให้องค์กรมีข้อมูลในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น, เปลี่ยนการทำงานบางอย่างให้กลายเป็นอัตโนมัติได้มากขึ้นและใช้คนน้อยลง, สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือแนวคิดใหม่ๆ ทั้งในเชิงผลิตภัณฑ์ บริการ และการเงินได้ดีขึ้น และอื่นๆ อีกมากมาย

9. ดูแนวโน้มว่าในอุตสาหกรรมหรืองานที่ทำอยู่นั้น หุ่นยนต์จะเข้ามามีบทบาทอย่างไร
หลายๆ คนยังมีความสับสนระหว่าง AI และหุ่นยนต์กันอยู่บ้าง และชอบอ้างอิงถึงภาพยนตร์ซีรีส์ Terminator ทุกครั้งที่มีข่าวว่าเทคโนโลยีสองด้านนี้ถูกพัฒนาและกลัวว่ามันจะยึดครองโลก ในความเป็นจริงนั้นหลายๆ ธุรกิจได้เริ่มนำสองเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานกันมากขึ้นเรื่อยๆ และสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่ของแรงงาน, การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในการผลิตได้อย่างรวดเร็ว, ความทนทานในการทำงาน และความคุ้มค่าในระยะยาว เรียกได้ว่าในอนาคตเมื่อเปรียบเทียบธุรกิจที่ใช้หุ่นยนต์กับธุรกิจที่ไม่ใช้หุ่นยนต์นั้น ก็จะสามารถเทียบเคียงในอดีตกับธุรกิจที่ใช้เครื่องจักรกับใช้แรงงานคนได้เลยทีเดียวก็เป็นได้

10. ค้นหาว่าปัจจุบันมีบริการ Cloud อะไรที่เกี่ยวข้องกับงานที่ตนทำบ้าง และทดลองใช้งานดู
ทุกวันนี้บริการ Cloud นั้นมีให้เลือกใช้งานกันได้อย่างหลากหลายและแทบจะครอบคลุมในทุกๆ สายงานในปัจจุบันแล้ว การเปิดหูเปิดตาดูว่าในปัจจุบันมีบริการ Cloud อะไรที่เกี่ยวข้องกับสายงานของเราหรือสามารถนำมาใช้ปรับปรุงการทำงานของเราได้บ้างก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะการทดลองหรือทดสอบการใช้งานบริการ Cloud นั้นมักจะทำได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว รวมถึงหากทดลองใช้งานแล้วมีประโยชน์จริง ก็สามารถเช่าใช้บริการนี้ได้อย่างง่ายดายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับตัวเราเองและพนักงานคนอื่นๆ ในองค์กรได้

11. ออกไปพูดคุยกับผู้คนสาย IT และธุรกิจรอบตัวให้มากขึ้น
ไม่เพียงแต่การติดตามข่าวสาระและทำการค้นคว้าหรือเรียนรู้ส่วนตัวเพิ่มเติม การออกไปพูดคุยกับคนสาย IT และธุรกิจหรือออกไปทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ นั้นก็จะทำให้มุมมองของเรากว้างขึ้นด้วยเช่นกัน และจะทำให้เราประเมินความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้งานได้แม่นยำมากขึ้น อีกทั้งหากในอนาคตต้องมีการเปิดธุรกิจใหม่ๆ หรือสร้างทีมงานใหม่ๆ เพิ่มขึ้นนั้น ความต้องการในเหล่าคน IT ที่มีความรู้ความสามารถ หรือคนสายธุรกิจที่เข้าใจด้านเทคโนโลยีเป็นอย่างดีก็จะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน

12. วางแผนชีวิตตัวเองและองค์กรที่ทำงานอยู่ เตรียมตัวเองและพนักงานในองค์กรให้พร้อม
เมื่อมีข้อมูลพร้อม, ความสามารถพร้อม และ Connection พร้อมแล้ว การวางแผนสำหรับตัวเอง หรือวางกลยุทธ์สำหรับองค์กรก็จะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และทำให้เราสามารถตัดสินใจได้ว่าจะเลือกลงทุนหรือใช้เวลาไปกับการพัฒนาความสามารถหรือเทคโนโลยีอะไรก่อน หรือจะเลือกทำอะไรด้วยเทคโนโลยีไหนนั่นเอง

by TechTalkThai.com

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559


น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและร่วมถวายความอาลัย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ข้าพระพุทธเจ้า นายสมชาย  กายใหญ่

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559

Quality control

การควบคุมคุณภาพ Quality control 
ปจจุบัน คุณภาพถือวาเปนปจจัยสําคัญที่สุดที่ผูบริโภคใชในการตัดสินใจเลือกซื้อ ผลิตภัณฑและบริการของบุคคลและหน่วยงานต่างๆ
คุณภาพ (Quality)” สามารถกําหนดนิยามไดหลายแนวทาง คนสวนใหญมีความเขาใจวาคุณภาพ เกี่ยวของกับคุณลักษณะของผลิตภัณฑหรือบริการที่ลูกคาพึงพอใจ
เป็นที่มาของตารางมิติ 8 ประการของคุณภาพ  D.A. Garvin (1988)ได้ทำวิจัยไว้

                                                  ตารางมิติ 8 ประการของคุณภาพ

บทความนี้ได้นำแนวคิดที่มีประโยชน์ต่อท่านที่ยากรู้จะได้คำนึงถึงไม่ทำให้องค์กรณืตัวเองล้มเหลว
ในการสร้างแบรนด์ ให้ลูกค้าเกิดความจงรักภักดีต่อสินค้าและบริการของตนเอง หลายครั้งจะได้เห็น
ได้ยินสินค้าส่งออกสู่ตลาดแล้วเกิดปัญหาตามมา ทำให้ผู้บริโภคเกิดความไม่มั่นใจต่อสินค้าของ
แบรนด์นั้นๆ เป็นที่มาเกิด การบริหารคุณภาพ (Quality Management : QM) เพื่อใหไดมาซึ่งสินค้าที่เปนที่พอใจของลูกคา การบริหารคุณภาพจึงจัดไดวาเปนหัวใจหลักของ การบริหารการผลิตและการบริหารธุรกิจขององคการ และที่จะปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าหันมามองสินค้าของเราเองและ
เลือกซื้อเลือกใช้ ดังตารางข้างล่าง
ใครที่คิดจะเป็นเจ้าของธุรกิจอาจต้องหันมาให้ความสำคัญด้าน Q.C. ด้าน QM 
ที่มาข้อมูล library.dip.go.th/multim5/ebook


วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559

นวัตกรรมทางเทคโนโลยี 2016

นวัตกรรมทางเทคโนโลยี
     การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ที่ ริโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล หรือริโอ 2016 นี้ ได้เกิด
นวัตกรรมทางเทคโนโลยี ที่น่าสนใจและสามรถนำมาประยุกต์ใช้งานด้านอื่นได้โดยไม่ยากเย็น
หรือแม้กระมั่งบางนวัตกรรมทางเทคโนโลยีได้เคยนำาใช้แต่ไ่ทำให้เกิดสิ่งที่เพราะด้วยความไม่
เอาจริงเอาจังคิดแต่เรื่องผลประโยชน์ จึงทำให้นวัตกรรมทางเทคโนโลยี หยุดนิ่งโดยไม่จำเป็น
แทนที่จะมีประโยชน์สูงสุดและพัฒนาให้ล้ำยุคมากกว่าที่เป็น
     1. NFC for payments หรือการจ่ายเงินด้วยระบบ NFC หรือ Near Field Communication เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุในระยะใกล้ นำมาใช้สำหรับการจ่ายเงินด้วยการสัมผัสในระยะใกล้ ใช้กับอุปกรณ์ที่สวมใส่ไว้ที่ข้อมือ เป็นสายรัดข้อมือแบบกันน้ำ ถ้านำมาประยุกต์กับทางด่วน รถไฟฟ้าทางการแพทย์ (บัตรคิว, ฐานข้อมูลการรักษา) ทางการศึกษา(เข้าห้องเรียน,ตรวจสอบผลการเรียน) เป็นต้น
     2. Photofinish technology เป็นนวัตกรรมที่โอเมก้า พัฒนาขึ้นและนำมาเปิดใช้ในการแข่งขันกีฬาริโอ เกมส์ในครั้งนี้ เป็นเทคโนโลยีที่ใช้เพื่อจับภาพนักกีฬาในทันทีที่พวกเขาเข้าถึงเส้นชัย ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า camera Scan 'O' Vision MYRIA ซึ่งสามารถจับภาพได้ในคุณภาพที่ยอดเยี่ยม นั้นคือประมาณ 10,000 ภาดดิจิตอล มุมตั้ง ในเวลาเพียง 1 วินาที 
ถ้านำมาประยุกต์ กฏจราจร ผู้ก่อวินาศกรรม ตรวจจับใบหน้าผู้ก่อการ เป็นต้น
     3. Security Balloon จะมีบอลลูน ที่ติดตั้งกล้องที่มีความคมชัดสูง ไว้เพื่อรักษาความปลอดภัยด้วยกัน 4 จุด ผู้พัฒนาคือ Altave ซึ่งเป็นผู้ผลิตชาวบราซิล อุปกรณ์ดังกล่าวนี้จะส่งภาพแบบเรียลไทม์ จากล้อง 13 ตัว ไปยังศูนย์ควบคุมส่วนกลาง ซึ่งมีการประสานงานกับหน่วยงานทหาร เทคโนโลยีนี้ ทำให้สามารถสำรวจสถานการณ์ในจุดต่าง ๆ ได้ในบริเวณกว้าง และเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ อาจจะมีการนำไปใช้สำหรับการแข่งขันระดับโลกต่อไปในอนาคต 
ถ้านำมาประยุกต์ การค้นหาต่างๆ (คนหลงป่า เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน) มีปิดล้อมประท้วงหรือยึดพื้นที่ เป็นต้น 

     4. Improved spectator experience ป้ายบอกคะแนน หรือ Scoreboard ของริโอเกม ครั้งนี้ ก็ได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพสูง แสดงภาพสี จัดทำโดยโอเมก้า ซึ่งทางผู้พัฒนาต้องการจะทำให้ผู้คนที่เข้าร่วมชมการแข่งขันในสนามกีฬา ได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น อย่างเช่นในการแข่งขันกอล์ฟ ก็จะมีป้ายบอกคะแนนใน 4 จุด Teeing พร้อมมีระบบวัดด้วยเรด้า ซึ่งมีความแม่นยำสูง ทำให้ผู้ชมเห็นมุมและเป้าหมาย จากนั้น ก็ส่งผลคะแนนขึ้นจอได้ในเวลาไม่กี่วินาทีต่อจากนั้นถ้านำมาประยุกต์ วัดความเร็วที่วิ่งเกินกฎหมาย
     5. Cloud-hosted portals เป็นนวัตกรรมที่เปิดตัวขึ้นมาเพื่อรองรับการแข่งขันครั้งนี้ นับว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการข้อมูล เป็นครั้งแรกของการ Host บน Cloud ผ่านผู้ให้บริการโทรคมนาคม Embratel และผู้ดูแลระบบไอทีของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งนี้ ยังคาดว่า จะใช้วิธีการ Host แบบนี้ ถ้านำมาประยุกต์ วัด   สมัครและตรวจคะแนน GAT/PAT ช้าหรือล่ม เป็นต้น

ที่มา: www.zdnet.com

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559

GPS Tracking System

ระบบ gps tracking 

คืออุปกรณ์ซึ่งใช้รับสัญญาณข้อมูลจากดาวเทียม เพื่อแสดงข้อมูลการส่งสัญญาณ gps tracking ตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันของอุปกรณ์ gps tracking และจะส่งผ่านข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ของอุปกรณ์ gps tracking ผ่านไปยังเครื่องรับสัญญาณปลายทาง ทำให้ผู้ใช้ สามารถตรวจสอบตำแหน่งปัจจุบันของอุปกรณ์ gps tracking ได้
ซึ่งในปัจจุบันนำไปใช้งานได้หลายรูปแบบ เช่น ถ้านำไปใช้ในรถยนต์ จะเรียกว่า GPS Tracking Car Tracking หรือระบบติดตามรถ ซึ่งถ้าเป็นอุปกรณ์ ติดตามรถยนต์ที่ดี จะสามารถนำไปติดตั้งได้กับรถทุกชนิด ทั้งรถยนต์ รถบรรทุก รถมอเตอร์ไซด์  หรือแม้กระทั้งติดตามคนหรือสัตว์นั้น จะทำงานร่วมกับ Software ที่เรียกว่า gps tracking system โดยตัว Software นั้นจะทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้รับจากตัว GPS Tracking เพื่อให้ผู้ใช้งาน สามารถเข้าไปตรวจสอบตำแหน่งปัจจุบันของตัว gps tracking และยังสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ ตามความสามารถของ gps tracking system

ประโยชน์ของ GPS Tracking
ทำให้ทราบตำแหน่งและความเร็วของรถได้ ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ และ ระบบ Internet ตลอด 24
ชั่วโมง รับทราบถึงความเปลี่ยนแปลงต่ออุปกรณ์ปลายทางได้อย่างรวดเร็ว