วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562

Computer Science Survive

ในบทความนี้ขออ้างถึงสิ่งที่วางรากฐานความคิดเยาวชนไทยให้อยู่ได้ในอนาคตบนโลกดิจิตอล
วิทยาการคอมพิวเตอร์ หรือ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (อังกฤษcomputer science) เป็นศาสตร์เกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าทฤษฎีการคำนวณสำหรับคอมพิวเตอร์ และทฤษฎีการประมวลผลสารสนเทศ ทั้งด้านซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และ เครือข่าย ซึ่งวิทยาการคอมพิวเตอร์นั้นประกอบด้วยหลายหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ระดับนามธรรม หรือความคิดเชิงทฤษฎี เช่น การวิเคราะห์และสังเคราะห์ขั้นตอนวิธี ไปจนถึงระดับรูปธรรม เช่น ทฤษฎีภาษาโปรแกรม ทฤษฎีการพัฒนาซอฟต์แวร์ ทฤษฎีฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ และ ทฤษฎีเครือข่าย
“วิทยาการคำนวณ” คือวิชาที่ปรับหลักสูตรมาจากวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ 
ต่อไปนี้เด็กตั้งแต่ประถม ถึงระดับมัธยม จะได้ร่ำเรียนกัน ถือว่าเป็นวิชาบังคับนะครับ อยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ พอเปิดเทอมพฤษภาคมปี 2561 ก็เริ่มเรียนแล้ว
ในหลักสูตรที่น่าสนใจ
      เนื้อหาในระดับพื้นฐาน
          -  วิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science: CS)
          -  เทคโนโลยสารสนเทศและการสื่อสาร (Information Communication Technology: ICT)
          -  การรู้ดิจิทัล (Digital Literacy: DL)
      เนื้อหาเด่นของวิชานี้คือ พื้นฐานการคิดเชิงคำนวณ (computational thinking) ที่มี 4 องค์ประกอบสำคัญ
          -  การแบ่งปัญหาใหญ่ให้เป็นปัญหาย่อย (decomposition) 
          -  การมองหารูปแบบของปัญหา (pattern recognition)
          -  การคิดเชิงนามธรรม (abstraction)
          -  ออกแบบขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหา (algorithm design)

      การวัดผล “เน้นการคิดให้เป็น” มากกว่าการท่องจำ
            โดยเด็กเล็กจะวัดผลจากกิจกรรมในห้องเรียนและการสังเกตพฤติกรรม เช่น ให้เขียนขั้นตอนการทำไข่เจียวเพื่อวัดผลเรื่องอัลกอริทึมง่ายๆ 
             ส่วนเด็กโตจะเริ่มวัดผลแบบข้อเขียน แต่เปิดกว้างและเน้นคิดมากกว่าการท่องจำ


ดังนั้น วิชานี้ไม่ได้ทำให้ลูกยิ่งติดหน้าจอ ติดเกม หรือโลกโซเชียล
เพราะหัวใจหลักสูตรต้องการ “ให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ได้ สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาจากข้อมูลได้ และรู้เท่าทันเทคโนโลยี”


ผมเห็นชอบด้วยในเนื้อหาเด่นไม่ได้เน้นแต่วิชาการ แต่สอนคิดเป็นแบบเป็นระบบและสามารถประยุกต์ใช้วิธีคิดเชิงคำนวณได้กับทุกสาขาอาชีพ แม้แต่กับดำเนินชีวิตจริง ผลที่จะได้คงจะนำพาให้มีการพัฒนาวิทยาการอีกหลายแขนงวิชา
ref; kruvoice.com, th.wikipedia.org, twitter.com/eduzones ,ขอบคุณรูปภาพจาก myfirstBrain.com

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2562

สายงานอาชีพด้าน IT

สาย IT เส้นทางอาชีพยุคปัจจุบัน

สายผู้บริหารไอที (IT Management)
ผู้บริหารสารสนเทศขององค์กร (IT Management)  จะต้องมีประสบการณ์ด้านสายงานไม่ต่ำกว่า 5 ปี 
ถ้าเป็นธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลางตำแหน่งสูงสุดน่าจะเป็น IT/MIS Manager แต่ถ้าเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นมาต่ำแหน่งระดับสูงที่ดูแลส่วนไอทีจะใช้ตัว C นำหน้า เช่น CIO, CTO อันนี้ก็แล้วแต่ว่าแต่ละบริษัทจะมีความต้องการอะไร

อาชีพสายนักเขียนโปรแกรม (Programmer Jobs)
สำหรับสายงานอาชีพด้านนักเขียนโปรแกรม ส่วนมากจะจบจากสาขา วิทยาการคอมพิวเตอร์(Computer Science) เทคโนโลยีสารสนเทศ(Information Technology) หรือ สายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ (Software Engineering)  และนี่คือ อาชีพที่แบ่งออกตามสายงานด้านโปรแกรมเมอร์
สายงานด้านวิเคราะห์และออกแบบระบบ (System Analyst Jobs)
นักวิเคราะห์ระบบงานจะทำหน้าที่วิเคราะห์ระบบงาน ก่อนการส่งงานให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมสำหรับอาชีพสายนี้หากผ่านงานสาย การเขียนโปรแกรมมาก่อนจะเป็นการดีมาก 
สายงานด้าน ผู้ดูแลระบบเครือข่าย (Network Admin Jobs)
ผู้ดูแลระบบเครืองข่าย หรือ  Admin จะเป็นผู้ดูแลระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร แบ่งได้ 3 สายย่อย ตามชนิดระบบปฏิบัติการที่ใช้งาน สำหรับ งานสาย Network Admin Jobs แบ่งออกเป็นหลายตำแหน่งด้วยกัน ขึ้นอยู่กับว่าหน่วยงานที่เราไปสมัครเขาเน้นใช้ OS ค่ายไหน
สายงานด้านเว็บไซต์ (Website)
สายงานด้านนี้ ปัจจุบันถือได้เป็นพื้นฐานของเกือบทุกสาขาอาชีพ เพราะคนหันมาใช้อินเทอร์เน็ตกันมากขึ้นเรื่อยๆ และนี่คือ สายงานอาชีพด้านเว็บไซต์
อาชีพสายฐานข้อมูล (Database Jobs)
เป็นสายงานที่สำคัญอีกสายงานหนึ่ง เพราะ สายงานนี้จะทำหน้าที่ดูแลฐานข้อมูลขององค์กร ซึ่งต้องการคนที่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพ เพราะอาจต้องเก็ยความลับขององค์กรต่างๆ
อาชีพสายคอมพิวเตอร์กราฟิก (Computer Graphic Jobs)
ผู้ที่ทำด้านนี้จะต้องมีความคิดสร้างสรรค์และสามารถใช้โปรแกรมตกแต่งภาพต่างๆได้อย่างดี  อาชีพสายคอมพิวเตอร์กราฟิกจึงเป็นส่วนหนึ่งของสายงานด้านเว็บไซต์
อาชีพสายการออกแบบ/เขียนแบบด้วยคอมพิวเตอร์/งานสามมิติ/Animation
พวก IT Support หรือ Technicial Support เป็นตำแหน่งงานสาย IT ที่เน้นการปฏิบัติการเป็นหลัก คอยแก้ไขปัญหาจุกจิกเล็กๆ น้อยๆ ภายในบริษัท สโคปงานจะใกล้เคียงกันบ้าง
อาชีพสายผู้สนับสนุนไอที (IT Support Jobs)
เป็นสายอาชีพที่คอยสนับสนุน และรู้เทคนิกต่างๆด้านฮาร์ดแวร์ได้ดี ถ้าเป็นช่างคอมพิวเตอร์มาก่อนจะได้เปรียบสายงานอื่นๆ 
อาชีพสายผู้สอนหลักสูตรไอที / ฝึกอบรมด้านไอที
อาชีพคือ ครู,อาจารย์ ,วิทยากร ที่สอนนักเรียน นักศึกษา คนทั่วไป ในด้านไอทีนั้นเอง
อาชีพสายที่ปรึกษาไอที (IT Consultant Jobs)
ให้ความเข้าใจและวิสัยทัศน์พร้อมแนวทางในโลกปัจจุบันที่เทคโลยี และเตรียมแผนการลงทุนและดำเนินการของฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ
จะเห็นได้ว่ายังมีหลายอาชีพ ที่มีความเกี่ยวโยงกันกับ IT อย่างเช่น พนักงานขายอุปกรณ์ไอที , นักข่าวสายไอที ,นักเขียนให้ความรู้ด้านไอที ,นักแคสท์เกม ,นักกีฬา E-Sport เป็นต้น

ref; 
เด็กฝึกงาน.com , unigang.com , dokbiaonline.com

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

Hard & Soft Skills

ทักษะด้านความรู้ และ ทักษะด้านอารมณ์ทั้ง 2 ทักษะนี้ยังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เรามาลองแยกกันดู Hard Skills เป็นความรู้ ความสามารถพื้นฐานที่แต่ละสายอาชีพต้องมีอยู่แล้ว และยังสามารถเรียนรู้ต่อไปได้อีก เช่น
ทักษะด้านเทคนิค ( Tech Skill / Technical Skill )  เป็นที่ต้องการทุกงานอุตสาหกรรม
หรืองานทั่วๆไป
   – การประมวลผลข้อมูลแบบกลุ่มเมฆ / ทักษะด้านคลาวด์ ( Cloud Distributed Computing )
       ยุคปัจจุบันนี้ (2019) เช่น Onedrive ฯลฯ ต้องใช้เป็นและประยุกต์ใช้ให้ได้ให้ดีต่องาน
   – การวิเคราะห์สถิติและประมวลผลข้อมูล ( Statistical Analysis and Data Mining )
      หลักดังกล่าวอาจจะไม่เห็นภาพชัดเจน แต่ก็อาจได้ใช้ความรู้บางส่วนมาทำงาน
   – การใช้ซอฟต์แวร์บนโทรศัพท์มือถือ ( Use Mobile Software )
     
กล่าวได้ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการช่วยเรื่องของงานที่ทำ
   – การจัดการระบบคลังข้อมูล ( Storage Systems and Management )
     
การทำงานแนวการจัดการระบบข้อมูลนับว่าสำคัญไม่แพ้ประมวลผลข้อมูล
   – การออกแบบการใช้งาน ( User Interface Design )
     
นำงานเอกสารทำงานร่วมกับโปรแกรมออฟฟิศต่างๆ เพื่อลดภาระงาน
   – การรักษาความปลอดภัยในระบบสารสนเทศ ( Network & Information Security )
     
อันนี้สำคัญอย่างมากใช้งานเป็นอย่างเดียวไม่พอต้องระมัดระวังข่าวสารข้อมูลในบริษัทด้วย
   – การใช้ซอฟต์แวร์เพื่อผลิตแอพพลิเคชัน(Middleware and Integration Software)
     
ด้านนี้แค่ใช้งานเชิงประยุกต์ เช่น โปรแกรม EXCEL เขียนสูตรได้หรือใส่ฟั่งก์ชั่นลงในเซลเป็น
   – ใช้โครงสร้าง&พัฒนาเว็บไซต์(Web Architecture and Development Framework)
     
อาจกล่าวได้ยุคนี้ใช้มีบริการสร้างเว็บไซต์ฟรีขอแค่เข้าใจวิธีการและปรับแต่งเป็นก็พอ
  ** ยังมีทักษะอีกมากที่คนทำงานต้องหาความรู้และเรียนรู้ใส่ตนเพื่อความอยู่รอดในการประกอบอาชีพ
 หันมาดูทางด้าน Soft Skills  
 ทักษะด้านอารมณ์ นามธรรม แต่สำคัญมากนะจะบอกให้ 
    - การสื่อสาร ( Communication )
       
เราพูดกันให้รู้เรื่อง หรือ เราต้องทำความเข้าใจกันให้มากพอ เพื่อเข้าใจในการทำงาน
     - การทำงานเป็นทีม ( Teamwork )
       
เมื่อเข้าใจกันในระดับการพูดคุย ส่งผลต่อการทำงานในทีม
    - ตรงต่อเวลา ( Always Punctual )
       ได้งานเพราะก่อนเวลานัด ดีกว่า เสียงานไปเพราะผิดนัด
    - การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ( Critical Thinking )
       
การไตร่ตรอง หรือมีสมาธิสติ จะทำให้งานที่ยากเป็นเรื่องงานๆ 
     - ทักษะทางสังคม ( Social Skills )
        ปรับตัวเข้าสังคมได้ช่วยให้การทำงานราบรื่น
     - ความคิดสร้างสรรค์ ( Creativity )
       
สามารถสอดแทรกเข้าไปกับงานหรือกับวิธีการ ส่งผลต่อผลลัพธ์ของโดยตรง
     - การสื่อสารระหว่างบุคคล ( Interpersonal Communication )
       
เพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างาน พูดจากันด้วยเหตุและผล ผลลัพธ์จะดีขึ้นอย่างชัดเจน
     - ความยืดหยุ่นในการทำงาน ( Adaptability )
        
ทุกปัญหามีทางออกเสมอ ถ้ารู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวให้ถูกต้อง
     - มนุษยสัมพันธ์ดี ( Friendly Personality )
       
 อันนี้เลียนแบบไม่ได้ บุคลิกภาพ แต่ละบุคคล แต่สามารถปรับปรุงและพัฒนาตนเองได้
** ด้านนี้อาจต้องหัดเป็นคนสังเกตุหรือเรียนรู้ในสังคม เพิ่มเติมทักษะโดยรวมจากประสบการณ์ทำงาน
ท้ายนี้ หวังงว่าน่าจะมีประโยขน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยที่จะนำไปทำปผนที่ชีวิตในการทำงาน โชคดีครับ

ref ; ข้อมูลบางส่วน www.thebalance.com

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562

Digital Signature

ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ( Digital Signature )
       Digital Signature ที่ได้รับการยอมรับตามกฏหมาย ลายเซ็นเป็น รูปแบบในการระบุตัวตน
วิธีหนึ่ง ตามปกติเราก็ลงนามด้วย ลายมือ เป็นหมึกบนกระดาษ เพื่อที่จะใช้ยืนยันตัวบุคคลว่า
เซ็นชื่อลงนามจากบุคคลหนึ่งบุคคลใด โดยได้รับการรับรองตามกฏหมาย การปลอมลายเซ็น
จะมีวิธีการตรวจสอบโดยผู้ชำนาญการ ทางพิสูจน์หลักฐานที่ได้รับการแต่งตั้งจากศาลว่าเป็น
ผู้ชำนาญการ
        ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับการยอมรับตามกฏหมาย คงไม่ได้หมายถึงการเอาภาพ
ลายเซ็นไปแปะไว้ที่image ไฟล์ หรือ เอกสารที่ เราต้องการลงนาม เพราะ ปลอมกันได้ง่ายใช้
ระบุตัวตนในระบบอิเล็กทรอนิกส์ต้องยากและปลอดภัยกว่า ในการลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น
ไม่ได้ใช้ลายเซ็นอันเป็นเอกลักษณ์ในการลงนาม เพราะลายเซ็น เป็นแค่ Image ที่สร้างเป็น
ภาพ เพื่อความสวยงาม หรือ ใกล้เคียงกับ การเซ็นชื่อแบบเดิม ในความเป็นจริง ลายเซ็น
อิเล็กทรอนิกส์นั้น สิ่งที่ยืนยันว่าเป็นตัวเราได้จริง ๆ ก็คือ ไพรเวทคีย์(Private Key) ของเราเอง

ใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Certificate)
คือ ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้บ่งบอกถึงความมีตัวตนที่แท้จริงของผู้ใช้ใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์
ซึ่งออกโดยผู้ให้บริการออกใบรับรอง(Certification Authority : CA) ทำให้ผู้ประกอบธุรกรรมต่าง ๆ
 ผ่านอินเทอร์เน็ตสามารถมั่นใจได้ว่าบุคคล หรือ อุปกรณ์เครือข่าย เช่น Web Server ที่ทำการติดต่อ
ด้วยมีตัวตนจริง โดยอาศัยเทคโนโลยีที่เรียกว่าเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานกุญแจสาธารณะ
 (Public Key - Infrastructure - PKI) สามารถนำมาใช้ในการลงลายมือชื่อดิจิตอล (Digital Signature) หรือ การเข้ารหัส ถอดรหัส (Encryption) ได้

หลักการของลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์
ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ของผู้ใดผู้หนึ่งจะไม่เหมือนกันในแต่ละครั้งที่เซ็น ขึ้นอยู่กับเอกสารนั้นๆ
สิ่งที่ไม่เปลี่ยนสำหรับผู้ใดผู้หนึ่ง คือ ใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificate)

                                 
 ระบบการทำงานของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์

Digital Signature
การพิสูจน์ตัวตนโดยใช้ลายเซ็นต์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นการนำหลักการของการทำงานของระบบการเข้ารหัสแบบใช้คู่รหัสกุญแจเพื่อการพิสูจน์ตัวตนมาประยุกต์ใช้ระบบของลายเซ็นดิจิตอล สามารถแบ่ง
เป็นขั้นตอนได้ดังนี้

ประเภทของ Certificate

1. Personal Certificate เป็นใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เป็นใบรับรองที่ทำให้ผู้ทำธุรกรรมสามารถมั่นใจ ได้ว่าบุคคลที่ติดต่อด้วยนั้นมีตัวตนจริง ซึ่งใบรับรองดังกล่าวใช้สำหรับการรับ - ส่ง Secure e-mail ที่มีการลงลายมือชื่อดิจิตอล (Signing) และ/หรือการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) โดยต้องใช้งานผ่านโปรแกรม e-mail Client ของ Outlook Express หรือ Microsoft Outlook
2. Web Server Certificate (SSL) หรือ ใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์สำหรับเครื่อง Web Server เป็นใบรับรองฯ ที่ออกให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็น Web Serverโดยนำใบรับรองฯ ไปติดตั้งเพื่อให้สามารถใช้งานการเชื่อมต่อแบบปลอดภัย หรือที่เรียกว่า SSL (Secure Socket Layer) รวมถึงการรับรองชื่อ Domain Name และผู้ที่เป็นเจ้าของ Domain Name นั้นด้วย ทำให้เกิดความไว้วางใจในการทำธุรกรรม
ผ่านเว็ปไซต์ดังกล่าว โดยจะออกใบรับรองเป็นแบบ CD เพื่อนำไปติดตั้งที่เครื่องWeb Server นั้นๆ

รูปแบบของ Certificate

รายละเอียดข้อมูลใน Digital Certificate

ด้วยการเข้ารหัส และ ลายมือชื่อดิจิตอล ในการทำธุรกรรม เราสามารถรักษาความลับของข้อมูล 
และสามารถระบุตัวบุคคลได้ระดับหนึ่ง เพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยในการระบุตัวบุคคล โดยสร้าง
ความเชื่อถือมากขึ้นด้วย ใบรับรองดิจิตอล (Digital Certificate) ซึ่งออกโดยองค์กรกลางที่เป็นที่เชื่อถือ เรียกว่า องค์กรรับรองความถูกต้อง (Certification Authority) จะถูกนำมาใช้สำหรับยืนยันในการทำธุรกรรมว่า เป็นบุคคลนั้นๆ จริงตามที่ได้อ้างไว้ ใบรับรองดิจิตอลที่ออกตามมาตรฐาน X.509 Version 3 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับ ความนิยมอย่างแพร่หลายที่สุด จะประกอบด้วยข้อมูลดังต่อไปนี้
     • หมายเลขของใบรับรอง (serial number)
     • วิธีการที่ใช้ในการเข้ารหัสข้อมูล (algorithm)
     • หน่วยงานที่ออกใบรับรอง (issuer)
     • เวลาเริ่มใช้ใบรับรอง (starting time)
     • เวลาที่ใบรับรองหมดอายุ (expiring time)
     • ผู้ได้รับการรับรอง (subject)
     • กุญแจสาธารณะของผู้ได้รับการรับรอง (subject ' s public key)
     • ลายมือชื่อดิจิตอลของหน่วยงานที่ออกใบรับรอง (CA signature)

ตัวอย่างรูปแบบข้อมูลท่ี่มีการลงลายมือช่ื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งสามารถนำไปใช้สำหรับการตรวจสอบและ
ระบุตัวตนของผู้ส่งข้อมูลได้




ref; edi2.dft.go.th

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2562

Firebase

Firebase คือ Platform ที่รวบรวมเครื่องมือต่าง ๆ สำหรับการจัดการในส่วนของ Backend หรือ Server side ซึ่งทำให้สามารถ Build Mobile Application ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังลดเวลาและค่าใช้จ่ายของการทำ Server side หรือการวิเคราะห์ข้อมูลให้อีกด้วย โดยมีทั้งเครื่องมือที่ฟรี และเครื่องมีที่มีค่าใช้จ่าย (สำหรับการ Scale) Firebase มีบริการหลายอย่างมาก ๆ จะขอยกตัวอย่างบางส่วน โดยแบ่งหัวข้อของ Firebase ดังนี้
  • Cloud Firestore คือ บริการทางด้าน Database ที่เป็นลักษณะเป็น NoSQL โดยนำข้อดีของ Realtime Database ของ Firebase เช่นกัน มาต่อยอดอีกด้วย
  • Authentication ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ใช่ครับ คือบริการที่จัดการ Auth ให้เรา ซึ่งคลอบคลุมมาก ๆ ทั้ง email-password, phone ไปจนถึง facebook, twitter, github สำหรับการ Login อีกด้วย
  • Hosting คือ hosting สำหรับ single-page web app, landing page website ซึ่งจัดการการ Deploy ให้ และในส่วนของ Custom Domain (ไม่ฟรี) ก็มีการติดตั้ง SSL ให้ด้วย

รูปแบบ Firebase Realtime Database

Firebase เป็น NoSQL cloud database ที่จะเก็บข้อมูลในรูปแบบของ JSON และมีการ sync ข้อมูลแบบ realtime กับทุก devices ที่เชื่อมต่อแบบอัตโนมัติในเสี้ยววินาที Firebase เป็น Project ที่ถูกออกแบบมาให้เป็น API และ Cloud Storage รองรับการทำงานเมื่อ offline รองรับหลาย Platform ทั้ง IOS App, Android App, Web App รวมถึงมี Security Rules ให้เราสามารถออกแบบเงื่อนไขการเข้าถึงข้อมูลทั้งการ read และ write ได้ดังใจ ทั้ง Android, iOS และ Web


ref; tutor4dev.com / medium.com

วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

MIMO (MULTIPLE-INPUT AND MULTIPLE-OUTPUT)

ในระบบ Wifi ได้มีการเริ่มต้นใช้เทคโนโลยี MIMO หรือ multiple-input and multiple-output กันมาตั้งแต่ปี 2007 แล้วก็ตั้งแต่มาตรฐาน 802.11n ที่เริ่มใช้เทคนิคใหม่นี้ ทำให้เราเตอร์มีเสาอากาศหลาย
ต้นเพื่อส่งสัญญาณพร้อมกันหลายคลื่น และเครื่องรับก็รับพร้อมกันหลายคลื่น ให้ส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น
ซึ่งเราก็จะเห็นเลขอย่าง 1×1, 2×2 หรือ 3×3 อยู่ในสเปกของอุปกรณ์ที่รับคลื่น เช่นเราใช้เราเตอร์ที่
รองรับการส่งสัญญาณ 2 สตรีม และใช้อุปกรณ์ที่รองรับ 2×2 ด้วย ความเร็วที่ได้ก็จะสูงสุดตามที่เราเตอร์ทำได้แต่ส่วนใหญ่พวกสมาร์ทโฟนก็จะเป็นแบบ 1×1 ทั้งนั้นเพราะมีพื้นที่ในเครื่องน้อย)แต่เทคโนโลยีที่เราใช้ตลอดเรียกว่า SU-MIMO หรือ single-user multiple-input and multiple-output คือในช่วงเวลาหนึ่งตัวเราเตอร์จะสามารถรับ-ส่งข้อมูลกับอุปกรณ์ได้แค่ 1 ตัวเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีการเชื่อมต่อ
อุปกรณ์หลายๆ ตัว เราเตอร์ก็จะส่งสัญญาณสลับไปสลับมาอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ใช่ส่งพร้อมกันทุกๆ อุปกรณ์ ทำให้เมื่อมีอุปกรณ์มาก เราเตอร์หมุนไปคุยกับทุกคนไม่ทัน ก็ทำให้เกิดอาการเน็ตสะดุดขึ้น

MU-MIMO มีข้อดีข้อด้อยอย่างไร

MU-MIMO หรือ multi-user multiple-input and multiple-output นั้นแก้ไขข้อจำกัดของเทคโนโลยีเดิมคือเราเตอร์ 1 ตัวสามารถรับส่งข้อมูลกับหลายๆ อุปกรณ์พร้อมกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้รับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นแล้ว ยังทำให้เราเตอร์สามารถรองรับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อได้มากกว่าเดิมด้วย เหมือนมีเราเตอร์หลายตัวในเครื่องเดียว แต่ข้อจำกัดของ MU-MIMO ก็อยู่ที่นอกจากตัว Router จะต้องรองรับมาตรฐานนี้แล้ว อุปกรณ์ที่ใช้งานก็ต้องรองรับมาตรฐานนี้ด้วยเช่นกัน ถ้าหากเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนในตอนนี้ที่ยังไม่มีตัวไหนรองรับ MU-MIMO การทำงานก็จะเป็น SU-MIMO ตามปกติ ซึ่งปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐานใหม่นี้น้อยมาก 
เทคโนโลยีในการเพิ่มขีดจำกัดของเน็ตเวิร์คให้สามารถรับ-ส่งสัญญาณให้มีความเร็วและเสถียรภาพ
มากขึ้น โดย CARRIER AGGREGATION เป็นเรื่องที่ต้องนำมาคิดเพิ่ม FREQUENCY BANDWIDTH ว่าเราจะไม่สามารถนำเอาความถี่ของแต่ละ CARRIER มาคิดรวมต่อกันตรงๆได้  CARRIER AGGREGATION เป็นเทคโนโลยีที่จะสามารถทำให้เราสามารถเกี่ยวสัญญาณมาใช้พร้อมๆกันได้มากกว่า 1 CARRIER โดยในปัจจุบันสมาร์ทโฟนที่วางขายอยู่นั้นสามารถรองรับได้พร้อมกันสูงสุด 3 CARRIER หรือที่เรียกกันว่า 3CA นั่นเอง (2CA ก็คือรับอยู่ที่ 2 CARRIER) แต่เราจะใช้งานได้หรือไม่นั้นก็ขึ้นกับเครือข่ายที่เราใช้งานว่ารองรับเทคโนโลยีนี้หรือเปล่าด้วย
ผู้ใช้งานก็ควรจะหาความรู้เพิ่มเติมในการเลือกใช้อุปกรณ์รวมถึงเทคโนโลยีให้ทันสมัยและคุ้มกับค่าใช้จ่ายในอนาคตด้วย

ref ; beartai.com/droidsans.com

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562

Data Traffic and logfile

Data Traffic คือข้อมูลจราจร ซึ่งข้อมูลจรารจรนี้เกิดขึ้น จากการสื่อสาร ที่มีฝั่งส่งข้อมูล และ ฝั่งรับข้อมูล ตามกลไกล ของ OSI 7 layer ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงข้อมูล ซึ่งข้อมูลที่ไหลเวียนบนระบบเครือข่าย จะไม่สามารถดูย้อนหลังได้เนื่องจากเป็น Real - Time การดูย้อนหลังได้มีวิธีการเดียวคือ 
ดูจาก "Logfile" ( เรียกสั้นๆว่า Log  Log คือ ข้อมูลการใช้งานที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ) 
สิ่งที่ Logfile จะบอก คือ มีคนเล่นอินเทอร์เน็ตจากที่ใด เวลาใด ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์อะไร ไปที่เว็บนั้น ๆ แล้วทำอะไรบ้างและสามารถบอกเส้นทางการเล่นอินเทอร์เน็ตว่าเข้าจากหน้าเว็บใดไปสู่เว็บใด 
มีการส่งข้อความทั้งผ่านทางข้อความทันใจ หรือทางอีเมล ไปหาใครบ้าง
ตัวอย่าง Log file


การใช้ประโยชน์  Logfile เช่น หากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ถูกบุกรุก ข้อมูลถูกเปลี่ยนแปลงหรือสูญหาย ไม่ว่าจะเกิดจากฝีมือคนในองค์กร หรือนอกองค์กร ไม่ว่าจะทำด้วยเจตนา หรือด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลักฐานสำคัญสำหรับการสืบสวนสอบสวนคือ “Log File” องค์ประกอบหนึ่งของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือช่วยในการสืบสวนสอบสวน และเป็นหลักฐานประกอบคดี



ref ;  นสพ. ผู้จัดการ .technicchan.ac.th http://nontawattalk.sran.org