วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560

THUNDERBOLT

เทคโนโลยี THUNDERBOLT คืออะไร ? 

เทคโนโลยี Thunderbolt™ สร้างสรรค์โดยอินเทลเป็นอีกขั้นของเทคโนโลยีพอร์ต USB ที่รองรับการถ่ายข้อมูลด้วยความเร็วสูงทั้งการถ่ายโอนข้อมูลและวิดีโอ การนำเทคโนโลยี Thunderbolt มาใช้ผ่านพอร์ต USB-C ที่สร้างขึ้นร่วมกับ USB-IF ทำให้ Thunderbolt 3 เป็นพอร์ตที่ทำงานเร็วที่สุดเท่าที่มีวางจำหน่าย โดยจะเชื่อมต่ออุปกรณ์ Thunderbolt, จอภาพ HD และ 4Kทุกชนิด และอุปกรณ์ USB นับพันล้านชิ้นโดยใช้ปลั๊กชนิดกลับด้านขนาดเล็ก 1 อัน ถ่ายโอนข้อมูลเร็วกว่า 4 เท่า และมีแบนด์วิดท์วิดีโอมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับสายเคเบิลอื่นๆ.




THUNDERBOLT ถึงดีกว่า PORT เดิมยังไง

เนื่องจากปัจจุบันได้มีการทำงานนอกสถานที่กันมากขึ้นประกอบกับอุปกรณ์โน้ตบุ๊กเองมีขนาดเล็กลง พกพาได้สะดวกมากขึ้น ในการรองรับความเร็วของเดสก์ท็อปและแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์มือถือ แต่นั่นก็เป็นความท้าทายที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและพอร์ตการเชื่อมต่อที่จะให้มีความเร็วเทียบเท่าเครื่องเดสก์ท็อปและมีการใช้งานที่รวดเร็วขึ้น Thunderbolt จึงได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายนี้ โดยเทคโนโลยี Thunderbolt 3 ทำงานเร็วกว่า USB 3.0 ถึง 8 เท่า รองรับอัตราการส่งข้อมูลและวิดีโอที่รวดเร็วโดยใช้สายเคเบิลเพียงเส้นเดียว



Gbps (ย่อมาจาก กิกะบิตต่อวินาที)
หน่วยของอัตราการถ่ายโอนข้อมูลที่วัดความเร็วของแบนด์วิดท์ด้วยจำนวนพันล้านบิตที่ถูกถ่ายโอนในหนึ่งวินาที
USB มาตรฐาน (ย่อมาจาก Universal Serial Bus มาตรฐาน)
หัวเชื่อมต่อที่ใช้กันแพร่หลายมากที่สุด ใน “อีกฝั่ง” ของสาย USB โดยปกติแล้ว USB มาตรฐานจะสามารถใช้งานกับคอมพิวเตอร์ ที่ชาร์จในรถ ที่ชาร์จแบบเสียบกับผนัง และอุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมาย
พอร์ต USB (ย่อมาจาก พอร์ต Universal Serial Bus)
พอร์ตที่ออกแบบมาให้เป็นมาตรฐานของการเชื่อมต่อเพื่อส่งข้อมูลและจ่ายไฟระหว่างอุปกรณ์
USB 3.1
USB 3.1 คือรุ่นที่ถูกพัฒนาเป็นเจนเนอเรชั่น 2 ของ USB 3.0 โดยเจนเนอเรชั่น 2 ได้ประสบความสำเร็จในการเพิ่มอัตราความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลเป็นสองเท่าของเจนเนอเรชั่น 1 (USB 3.0) ทำให้ความเร็วของ USB เพิ่มขึ้นจาก 5 เป็น 10 กิกะบิตต่อวินาที
USB-C (หรือที่รู้จักในชื่อ Type-C)
หัวเชื่อมต่อ USB รุ่นใหม่ ได้รับการยกย่องให้เป็นมาตรฐานใหม่ เนื่องจากมีขนาดที่เล็กกว่า เร็วกว่า และใช้งานง่ายกว่า USB รุ่นก่อน USB-C ได้รับการสนับสนุนอย่างแพร่หลายจากผู้นำด้านอุตสาหกรรม ซึ่งหมายความว่า USB-C จะมาแทนที่ USB รุ่นอื่นๆ ทั้งหมด
USB-IF (ย่อมาจาก USB Implementers Forum)
องค์กรไม่แสวงกำไรที่ก่อตั้งโดยบริษัทที่พัฒนาเกี่ยวกับ Universal Serial Bus (USB) โดยภารกิจของ USB-IF คือการสนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยี USB ให้เป็นมาตรฐาน
4K (ย่อมาจากความละเอียด 4,096 พิกเซล)
กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของวิดีโอดิจิตอลคุณภาพสูงอย่างรวดเร็ว 4K คือความละเอียดแนวตั้ง 4,096 พิกเซล หรือ “4K” พิกเซล
Mini DisplayPort
เป็นรุ่นย่อยของ DisplayPort ซึ่ง Apple ได้พัฒนา Mini DisplayPort ซึ่งเป็นอินเทอร์เฟซแบบดิจิตอลสำหรับเชื่อมต่อระบบภาพและเสียงในปี 2008
**notebookspec.com

วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

Intel..AMD

รวมกันเราอยู่
        ค่าย Intel และ AMD เป็นคู่แข่งในตลาดของชิปประมวลผลกันมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทั้งสองค่ายได้หันหน้ามาร่วมมือกัน เพื่อพัฒนาชิปประมวลผลบนโน๊ตบุ๊คให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งโน๊ตบุ๊คที่มี ประสิทธิภาพสูงส่วนใหญ่จะใช้ชิปประมวลผล Intel's Core H-series จับคู่กับการ์ดจอ (GPU) ของ Nvidia ผลที่ได้คือ ตัวเครื่องมีความหนาเฉลี่ยประมาณ 26 มม.
        Intel ได้ใช้เทคโนโลยี Embedded Multi-Die Interconnect Bridge (EMIB) ที่ช่วยให้ GPU และ CPU สามารถรับส่งแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพ โดยทาง Intel ได้พัฒนาตัวเชื่อมต่อแบบใหม่ขึ้นมา ทำงานร่วมกับไดร์เวอร์เฉพาะตัว ที่นอกจากจะให้การแบ่งปันข้อมูลทำได้ดีกว่าเดิมแล้ว ยังทำให้อัตราการใช้พลังงาน และอุณหภูมิมีการจัดการที่ดีขึ้นด้วย
       AMD และ Intel คาดว่าโน๊ตบุ๊คที่ใช้ชิปประมวลผลรุ่นใหม่นี้จะเริ่มออกวางจำหน่ายในไตรมาสแรกของปี 2018 ทั้งนี้ความร่วมมือกันในครั้งนี้ ก็เพื่อลดแรงกดดันจากค่าย Nvidia ที่เป็นผู้ครองตลาดการ์ดจอส่วนใหญ่ในโน๊ตบุ๊ค และยังมีผลประโยชน์ต่อ MacBook และ MacBook Pro ของทาง Apple อีกด้วย
          อย่างไรก็ตาม Intel คงใช้เวลาสร้างอินเทอร์เฟซ และเขียนไดรเวอร์ซอฟต์แวร์มาใหม่ทั้งหมด เพื่อประสานองค์ประกอบทั้งสามอย่างในโปรเซสเซอร์ใหม่นี้ให้เข้าด้วยกันทำงานร่วมกันได้ รวมถึงการจัดการอุณหภูมิ การจัดส่งพลังงานและประสิทธิภาพการทำงานในแบบเรียลไทม์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คงต้องใช้เวลาทดสอบเยอะพอสมควร และคาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2018 ในงาน CES 2018 

วันพุธที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ความน่าเชื่อถือในระบบดิจิตอล

โครงสร้างพื้นฐานกุญแจสาธารณะ
ระบบรหัสแบบอสมมาตร (Asymmetric Key Cryptography) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวประกอบด้วยกุญแจ 2 ดอก คือ กุญแจส่วนตัว (Private Key) และกุญแจสาธารณะ (Public Key) โดยที่บุคคลหรือเอ็นทิตี้หนึ่งๆ จะมีกุญแจทั้ง 2 ดอกดังกล่าว แต่เนื่องด้วยตัวของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถระบุได้ว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของกุญแจซึ่งอ้างถึงจริงหรือไม่ ดังนั้นโครงสร้างพื้นฐานกุญแจสาธารณะ (Public Key Infrastructure : PKI) จึงเป็นโครงสร้างที่ก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือในการระบุถึงความเป็นเจ้าของกุญแจสาธารณะว่าเป็นของบุคคลนั้นจริง


ใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (Certificate)

ใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ คือ ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกโดยผู้ให้บริการออกใบรับรอง (Certification Authority - CA) เพื่อใช้บ่งบอกถึงความมีตัวตนที่แท้จริงในโลกแห่งอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้ให้บริการออกใบรับรองจะทำการรับรองข้อมูลต่างๆ ซึ่งรวมถึงกุญแจสาธารณะที่ปรากฏในใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ว่าเป็นของบุคคลนั้นจริง โดยอาศัยเทคโนโลยีที่เรียกว่า เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานกุญแจสาธารณะ (Public Key Infrastructure - PKI)
                
การเข้ารหัสแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ
          1. Symmetric Cryptography (Secret key ) หรือบางทีอาจเรียกว่า Single-key algorithm หรือ 
           one-key algorithm คือ การเข้ารหัสและถอดรหัสโดยใช้กุญแจรหัสตัวเดียวกัน คือ ผู้ส่งและผู้รับ
           จะต้องมีกุญแจรหัสที่เหมือนกันเพื่อใช้ในการเข้ารหัสและถอดรหัส
2. Asymmetric Cryptography (Public key) การเข้ารหัสและถอดรหัสโดยใช้กุญแจรหัสคนละตัวกัน การส่งจะมีกุญแจรหัสตัวหนึ่งในการเข้ารหัส และผู้รับก็จะมีกุญแจรหัสอีกตัวหนึ่งเพื่อใช้ในการถอดรหัส ผู้ใช้รายหนึ่งๆจึงมีกุญแจรหัส 2 ค่าเสมอคือ กุญแจสาธารณะ (public key) และ กุญแจส่วนตัว (private key) ผู้ใช้จะประกาศให้ผู้อื่นทราบถึงกุญแจสาธารณะของตนเองเพื่อให้นำไปใช้ในการเข้ารหัสและส่งข้อมูลที่เข้ารหัสแล้วมาให้ ข้อมูลที่เข้ารหัสดังกล่าวจะถูกถอดออกได้โดยกุญแจส่วนตัวเท่านั้น

นำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างหลากหลายและปลอดภัย


วันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

QR Code

QR Code


QR Code คือ สัญลักษณ์สี่เหลี่ยม ที่เริ่มเห็นแพร่หลายในบ้านเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร เรียกว่า QR Code ย่อมาจาก Quick Response เป็นบาร์โค้ด 2 มิติ ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น โดยบริษัท Denso-Wave ตั้งแต่ปี 1994 คุณสมบัติของ QR code คือ เป็นสัญลักษณ์แทนข้อมูลต่างๆ ที่มีการตอบสนองที่รวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่จะนำมาใช้กับสินค้า, สื่อโฆษณาต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือจะเป็น URL เว็บไซต์ เมื่อนำกล้องของโทรศัพท์มือถือไปถ่าย QR Code ก็จะเข้าสู่เว็บไซต์ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์
เราสามารถอ่าน QR Code ได้อย่างง่ายดาย โดยใช้โทรศัพท์มือถือที่มีกล้องถ่ายรูป และมีโปรแกรมที่เรียกว่า QR Code reader ติดตั้งอยู่ในเครื่องโทรศัพท์-
QR Code ต่างจาก Barcode อย่างไร
ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับ Bar code แบบธรรมดาหรือ Bar Code 1 มิติ ซึ่ง Bar code แบบธรรมดาก็คือ สัญลักษณ์แบบแท่ง มีความหนาบางต่างกัน โดย มีเส้นแนวตั้งที่มีขนาดที่ต่างกัน วางอยู่บนพื้นที่ขาวสลับกัน Bar Code แบบนี้ทำไว้เพื่อ บรรจุข้อมูลที่ต่างกันไม่เกิน 20 ตัวอักษร เป็นการเรียกข้อมูลจากฐานข้อมูลอีกต่อหนึ่ง เหมือนข้อมูลสินค้านั่นเอง
ส่วน Bar code 2 มิติ ก็พัฒนามาจาก bar code 1 มิติ คือเพิ่มแนวนอน เข้ามาทำให้บรรจุข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็น 4000 ตัวอักษรหรือ 200 เท่านั่นเอง และสามารถใช้ได้หลายภาษาอีกด้วย
ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้อ่านและถอดรหัส มีตั้งแต่ เครื่องอ่านแบบ CCD (ที่อ่านเลเซอร์) แต่ที่สะดวกและได้รับความนิยมก็จะใช้ผ่านกล้องในมือถือ ที่มีการติดตั้งโปรแกรมถอดรหัส ลักษณะ Bar code ที่ใช้ก็จะมีหลายแบบ แต่ที่พบเห็นได้บ่อยสุดคือ QR code
ประโยชน์ต่างๆของ QR Code
เราสามารถนำ QR Code มาประยุกต์ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น แสดง URL ของเว็บไซต์, ข้อความ, เบอร์โทรศัพท์ และข้อมูลที่เป็นตัวอักษรได้อีกมากมาย ปัจจุบัน QR Code ถูกนำไปใช้ในหลายๆ ด้านเนื่องจากความรวดเร็ว เพราะทุกวันนี้คนส่วนใหญ่จะมีมือถือกันทุกคนและมือถือเดี๋ยวนี้ ก็มีกล้องเกือบทุกรุ่นแล้ว เพียงแค่ลง app อ่าน QR Code
เราสามารถสร้างและใช้ QR Code เองได้
เราสามารถสร้าง QR Code ใช้เองได้ง่ายๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ด้วยโปรแกรม AIS QR Code Generator ที่สามารถสร้างตัว QR-Code ได้ทั้งแบบเป็น ข้อความ, URL, PIN แบล็คเบอรี่, เบอร์โทรศัพท์, SMS, e-mail และนามบัตร โดยเราสามารถกำหนดขนาดของ QR Code ได้ทั้งแบบแสตมป์, จดหมาย, กระดาษปรินท์ และเสื้อยืด อีกทั้ง ยังสามารถนำตัว QR Code ไปโพสต์ไว้ตามเว็บบอร์ดต่างๆ ด้วยการ Copy โค้ด HTML ไปใช้ได้หรือ Share ให้เพื่อนที่ facebook และ twitter ได้อีกด้วย
วิธีอ่านข้อมูลใน QR Code
เมื่อติดตั้ง QR Code Reader เรียบร้อยแล้ว หากพบเห็น QR Code และอยากรู้ว่า QR Code นั้นคืออะไร ให้เปิดโปรแกรม QR Code Reader และถ่ายรูปสัญลักษณ์ QR Code ระบบจะแปลงสัญลักษณ์ ให้เป็นข้อมูลที่อ่านได้ทันที
 QR Code Reader ที่ใช้ได้สำหรับโทรศัพท์มือถือจะมีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่
  • 1. แบบ Real-Time คือ แค่ใช้กล้องในโทรศัพท์มือถือส่อง QR Code ได้ทันที
  • 2. แบบ Snapshot/Capture คือ ต้องเปิดโปรแกรมแล้วถ่ายภาพจากกล้องมือถือ ถ่ายภาพ Code ก่อน แล้วจึงประมวล Code ออกมา






แหล่งข้อมูล marketingoops.com , qr-code-generator.com , ais.co.th

วันพุธที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Thailand 4.0

Thailand 4.0 มีช่องทางให้รู้จักและทำความเข้าใจในรูปแบบ media Innovation มากมาย ข้อสำคัญเราจะนำตัวเองเข้าไปสู่วิธีการเหล่านี้ได้อย่างไร และเราจะมีความรู้ ความสามารถ ทักษะ ได้ไหม ทั้งที่เราทำตัวเองเป็นแค่ General users และเราก็ไม่เสริมความรู้ตัวเองเข้าไปสู่ Professional users อย่างแท้จริง Thailand 4.0 จะไม่เป็นหมันขึ้นอยู่กับเราทุกคนว่าจะผลักดัน ความรู้ ความสามารถ ทักษะ ตัวเราเองไหม


วันพุธที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Bitcoin

Bitcoin
คือสกุลเงินในรูปแบบของดิจิทัล ถูกสร้างขึ้นมาด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ Bitcoin ไม่มีรูปร่างและไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญเงินบาท Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมาด้วยกลุ่มนักพัฒนาเล็กๆกลุ่มหนึ่งตลอดจนบริษัทใหญ่ๆทั่วโลก โดยระบบของ Bitcoin ถูกรันโดยคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานทั่วโลก
โดยใช้ระบบซอฟต์แวร์ในการถอดสมการคณิตศาสตร์