วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Quantum Computer

ควอนตัมคอมพิวเตอร์ 
แนวคิด ควอนตัมคอมพิวเตอร์  แบบย่อๆ
      ควอนตัมคอมพิวเตอร์จะใช้หน่วยย่อยที่ต่างออกไปคือ "คิวบิต" (qubit) ซึ่งมีสถานะเป็น 1 และ 0 พร้อมกันได้ (ตามหลักของกลศาสตร์ควอนตัม) ทำให้วิธีการประมวลผลต่างออกไปจากคอมพิวเตอร์ปกติ และแก้ปัญหาที่คอมพิวเตอร์ปกติต้องใช้เวลานานมากในการประมวลผลได้เร็วขึ้นมาก
         ควอนตัมคอมพิวเตอร์ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อ  20  ปีที่แล้ว  โดยนักฟิสิกส์ชื่อ นาย   พอล เบนเนียบ (Paul  Benioff)  ผู้ซึ่งคนทั่วไปให้เครดิตเป็นคนแรกที่คิดขึ้นมาในปี  1981   นายเบนเนียบเรียกแนวคิดของเขาว่า  ควอนตัมเทอริ่งแมสชีน (Quantum  turing  Machine)   ซึ่ง คำว่า เทอริ่งแมสชีน  มาจากรากฐานของคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่
       เทอริ่งแมสชีน  เป็นเครื่องจักรที่พัฒนาขึ้นโดย นาย อลัน เทอริ่ง (Alan  turing )  ในปี  1930   ภายในประกอบด้วยม้วนเทป  ใช้สำหรับบันทึกข้อมูล  และมีหัวอ่านข้อมูลเมื่อเทปวิ่งผ่าน  เป็นสัญญาณ 0  กับ  1   และแปรสัญญาณไปควบคุมเครื่องจักรอีกทีหนึ่ง  โดยทำตามคำสั่ง 1  ครั้งต่อ 1  คำสั่ง
       ขณะที่ ควอนตัมเทอริ่งแมสชีน  ใช้พื้นฐานแบบเดียวกัน    เพียงแต่ลดหัวอ่านเทป  ให้มีขนาดเล็กลงอยู่ในระดับอะตอมแทน ซึ่งในระดับขนาดเล็กแบบนั้น ไม่ต้องทำงานเป็นอนุกรมเหมือนกับสายเทป   และสามารถทำงานได้หลายคำสั่งในครั้งเดียว
       คอมพิวเตอร์ของเทอริ่งในยุคแรกทำงานอยู่ได้เพียง  2 สถานะ  คือ 0  กับ  1    ส่วนควอนตัมคอมพิวเตอร์ไม่ได้จำกัดการทำงานอยู่เพียง 2  สถานะนี้เท่านั้น  ในระดับควอนตัมเราเรียกสถานะใหม่ว่า คิวบิท (qubits)  ซึ่งสามารถแสดงสถานะ   1  หรือ 0  ได้  หรืออยู่ระหว่าง 1  กับ 0  ได้ทุกๆค่า   หรือจะแบ่งซอยย่อยเป็นกี่พันกี่ล้านค่าก็ได้   คิวบิทคืออะตอมที่เป็นตัวเก็บ  และประมวลผลข้อมูล  ที่มีความสามารถอยู่ได้หลายสถานะในเวลาเดียวกันสถานะอันมากมายของคิวบิท ทำให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถทำการประมวลผลแบบขนานได้  ดังคำพูดของนักฟิสิกส์ นาย  เดวิด  ดอยส์ (David deutsch)  ที่ว่า การประมวลผลแบบขนาน  จะทำให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลคำสั่งนับล้านคำสั่งได้ในครั้งเดียว  ขณะที่คอมพิวเตอร์ทั่วไป   ต้องทำทีละคำสั่ง  ดังนั้น ควอนตัมคอมพิวเตอร์ขนาด  30  คิวบิท  เมื่อเทียบกับคอมพิวเตอร์แบบเดิม  จะเทียบเท่ากับความเร็ว  10  เทราฟลอบ (Teraflops)  ซึ่งซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันที่มีความเร็วสูงสุด มีอยู่เพียง  2  เทราฟลอบ คือมากว่าถึง 5  เท่า
        ควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้คุณสมบัติทางควอนตัมที่เรียกว่า เอนแทงเกิลเมนต์ (entanglement)  ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในระดับอะตอม โดยให้แรงภายนอกกระทำกับอะตอม  2  ตัวที่อยู่ใกล้กัน  จะทำให้เกิดการ เอนแทงเกิลขึ้น  แต่ถ้าอะตอมอยู่โดดเดี่ยว อะตอมตัวนั้นสามารถหมุนไปได้ทุกทิศทุกทาง  จากการทดลองกับอะตอมสองตัวที่อยู่ใกล้กัน โดยให้ตัวแรกหมุนไปในทิศทางหนึ่ง  ในขณะเดียวกันอะตอมที่สองจะหมุนไปในทิศตรงกันข้ามโดยอัตโนมัติ

         ถ้าควอนตัมคอมพิวเตอร์ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้งานทั่วๆไปได้  ความเร็วของมันนั้นจะไม่มีจุดสิ้นสุด   มันจะมีความสามารถประมวลผลข้อมูลที่อยู่ในโลกนี้ทั้งหมดได้เพียงไม่กี่นาที   และมีความสามารถอันน่าทึ่งที่จะเจาะเข้าหาข้อมูลของคอมพิวเตอร์ทุกแห่งในเวลาเพียงเศษเสี้ยวของวินาที
      ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่กำลังรอประมวลผล เมื่อใช้ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ต้องใช้เวลาหลายเดือน  เมื่อมาใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้เวลาเพียงแว๊บเดียว  และการเคลื่อนย้ายมนุษย์ ที่เรียกว่า วิธีเทเลพอเทชั่น ก็สามารถกระทำได้ในเร็ววันนี้ 

ข้อมูล computerth.blogspot ; Computer Thai Tips  ฟิสิกส์ราชมงคล

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เครื่องมือเพิ่มพลังการเรียนรู้การโปรแกรม

Application software
อันที่จริงควรเรียกทับศัพท์ว่า ซอฟต์แวร์ประยุกต์ จะตรงตามความหมายที่สุด (th.wikipedia.org)
Computer program
คือ กลุ่มชุดคำสั่งที่ใช้อธิบายชิ้นงาน หรือกลุ่มงานที่จะประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์
           ในเวลาปัจจุบันนุษย์มีควาสามารถมากขึ้น ใช้สติปัญญาพัฒนาวิธีคิดวิธีทำให้ลดภาระข้อสงสัยกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของชุดคำสั่งต่างๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็วและแม่นยำ บทความนี้จะขอยกตัวอย่างสักหนึ่งตัวอย่าง

RAPTOR 
เครื่องมือเรียนรู้การโปรแกรม 
   การจัดการเรียนรู้เนื้อหาเกี่ยวกับขั้นตอนวิธี มีเครื่องมือที่ช่วยสอนอยู่หลากหลาย ในที่นี้สามารถใช้ RAPTOR ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถสร้างกระบวนการคิดแบบลำดับขั้น ถ่ายทอดกระบวนการคิดและตรวจสอบกระบวนการคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การสร้างกระบวนการคิดแบบลำดับขั้นด้วย RAPTOR
    ในการเรียนวิชาการเขียนโปรแกรม ผู้สอนมักสอนการถ่ายทอดกระบวนการคิดด้วยผังงาน
รหัสลำลอง หรือขั้นตอนวิธี  โดยผังงานนั้นเป็นเครื่องมือที่การถ่ายทอดกระบวนการคิดในแบบรูปภาพทำให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ  
     RAPTOR เป็นเครื่องมือที่ถ่ายทอดกระบวนการคิดในรูปแบบผังงานที่ลักษณะภาพเคลื่อนไหว โดยจะมีการลำดับการทำงานของผังงานทีละขั้นตอน และจะแสดงค่าของตัวแปรอย่างชัดเจนในแต่ละรอบการทำงาน สามารถตรวจสอบกระบวนการคิดและตรวจสอบข้อผิดพลาดในขณะที่เขียนผังงานได้สะดวกและรวดเร็ว             
            ผังงานทั้ง 3 รูปแบบคือ ผังงานแบบลำดับ ผังงานแบบทางเลือก และผังงานแบบวนซ้ำ
นั้น ผังงานแบบวนซ้ำจะทำความเข้าใจได้ยากที่สุดเนื่องจากมีการทำกระบวนการหนึ่งหลายครั้งโดยมีเงื่อนไขในการควบคุมและค่าของตัวแปรใน
แต่ละรอบของการทำงานจะเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไข
การใช้ RAPTOR ถ่ายทอดกระบวนการคิดและแสดงค่าของตัวแปรให้นักเห็นได้ชัดเจน โดยแสดงเป็น
ภาพเคลื่อนไหว จะช่วยให้เข้าใจการทำงานแบบวนซ้ำได้มากยิ่งขึ้น
     
 
             ท่านใดที่กำลังศึกษาในด้านนี้อยู่และขาดความเข้าใจ ลองศึกษาค้นคว้าและลองมือทดลองทำดู
จะเกิดความกระจ่างกับโปรแกรมต่างๆ มากยิ่งขึ้น
** ผู้ที่สนใจสามารถอ่านบทความตัวเต็มที่  http://oho.ipst.ac.th/raptor-algorithm-programming/** ผู้ที่สนใจสามารถ download RAPTOR และตัวอย่าง RAPTOR [3] ได้จาก http://raptor.martincarlisle.com/

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ดิจิตอลกับวงการแพทย์ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ

จีโนมดิจิตอลส่วนบุคคล

จีโนม (Genome) คือ อะไร
จีโนม (Genome) คือข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดที่จำเป็นใช้ในการสร้างและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างปกติของสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่ง หรืออีกในหนึ่ง จีโนม (Genome) คือ “แบบพิมพ์เขียว” (Blueprint)ของสิ่งมีชีวิต และจีโนม (Genome) อยู่บนดีเอ็นเอ(DNA) ซึ่งในสิ่งมีชีวิตชั้นสูง จีโนม (Genome) ก็คือชุดของ ดีเอ็นเอ (DNA)ทั้งหมดที่บรรจุอยู่ในนิวเคลียสของทุกๆ เซลล์นั่นเอง

หาข้อมูลต่อ ( http://www.thaibiotech.info/what-is-genome.php) ขอบคุณแหล่งข้อมูล
ปัญหาในอดีต 
การถอดจีโนมครั้งแรกของมนุษย์มีจำนวนดีเอ็นเอถึง 3.2 พันล้านคู่เบส ซึ่งใช้ต้นทุนหลายล้านเหรียญและใช้เวลาหลายปี 

ปัจจุบัน 
คุณสามารถถอดจีโนมได้ด้วยตัวเองและมีค่าใช้จ่ายน้อยลงมาก แถมยังเก็บข้อมูลจีโนมไว้ในแฟลชไดร์ฟและแชร์ผ่านอินเทอร์เน็ตเพื่อรับการวิเคราะห์ได้ทันที

เป็นที่มาของ จีโนมดิจิตอลส่วนบุคคลในแฟลชไดร์ฟ
การเข้ามาของข้อมูลจีโนมดิจิตอลจะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยอาการของโรคต่าง ๆ ได้แม่นยำ
มากขึ้นเช่น โรคหัวใจและโรคมะเร็ง เป็นต้น 
ปัญหาสุขภาพหลายๆ อย่างตั้งแต่โรคหัวใจถึง
โรคมะเร็งมีพันธุกรรมเป็นปัจจัย โดยเฉพาะมะเร็งที่ถือเป็นโรคของจีโนม  ซึ่งข้อมูลจีโนมดิจิทัล
นั้นช่วยให้แพทย์ตัดสินใจเรื่องการรักษาโดยใช้ข้อมูลพันธุกรรมของจีโนมเป็นองค์ประกอบได้
 และองค์ความรู้ใหม่นี้ยังช่วยให้ยาได้อย่างแม่นยำ โดยพัฒนาการบำบัดที่ตรงกับเป้าหมาย
เพื่อการบำบัดรักษาที่ดีขึ้น

ปัจจุบันีวิจัยและพัฒนาต่อเนื่องขอขอบคุณแหล่งข้อมูลและสาารถชมข้อมูลได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=wpdq2VHOE3s

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558

e-SIM technology

เทคโนโลยี electronic SIM card หรือ e-SIM             GSMA เป็นผู้แทนผลประโยชน์ของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ มือถือทั่วโลกเป็นสมาคมศูนย์รวมของผู้ให้บริการเครือข่าย และเป็นองค์กรกลางที่จัดการเรื่องมาตรฐาน,การนำไปใช้งานและการโปรโมตระบบโทรศัพท์มือถือ GSM บริษัทต่างๆที่เกี่ยวกับมือถือถ้าต้องการเปลี่ยนระบบการใช้งานต้องเสนอกับ GSMA เพื่อให้ทาง GSMA กำหนดมาตรฐานออกมา บริษัทเหล่านั้นถึงจะดำเนินการใช้งานได้
            e-SIM นั้นต่างจาก SIM card ทั่วไปในปัจจุบันตรงที่ มันจะไม่ล็อคตัวเองอยุ่กับเครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่ง แต่ตัว e-SIM เองจะถูกฝังมากับเครื่องโทรศัพท์มือถือหรือ gadget ประเภทอื่นๆที่ใช้เทคโนโลยีนี้เลย ดังนั้นผู้ผลิตก็ไม่จำเป็นต้องทำ SIM tray ไว้ให้ผู้ใช้เปลี่ยน SIM เองแล้ว เพราะไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน SIM อีกต่อไป และเมื่อไม่ต้องมีถาดซิมก็จะช่วยทำให้ออกแบบมือถือได้บางมากขึ้นหรือมีพื้นที่ไปใส่อะไรได้มากขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Single Gateway

Gateway 
เกตเวย์แปลเป็นภาษาไทยคือประตูทางผ่าน ศัพท์ในวงการไอทีหมายถึงช่องทางเสมือนประตูเชื่อมระหว่างเครือข่ายหนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่ง ใช้เป็นตัวที่เชื่อมต่อโครงข่ายของแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน
ปัจจุบันเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตกับเซิฟเวอร์ จะต้องผ่าน International internet gateway (IIG) ประเทศที่ต้องการควบคุมผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างเช่น จีน ผู้ให้บริการ IIG จะมีเพียงเจ้าเดียวเท่านั้น
แต่ในปัจจุบัน ประเทศไทยเปิดเสรีโทรคมนาคม ทำให้เกตเวย์ในไทยเพิ่มมากขึ้นถึงสิบกว่าๆ เกตเวย์

Single Gateway
ก็คือการใช้เกตเวย์เดียวเหมือนบางประเทศเปรียบเสมือนการใช้ประตูเพียงบานเดียวเข้าออกทำให้การใช้งานอินเตอร์เน็ตง่ายต่อการควบคุมโดยภาครัฐ

ภาพจาก https://sc1.checkpoint.com
แนวความคิดสำหรับผม ถ้าจะทำจริงควรแยก single gateway เป็น gateway แต่ละประเภทการใช้งาน
และกำหนดระเบียบแต่ละ gateway ให้เข้มงวดต่างกันไปตามความเหมาะสมของประเภท gateway
ถึงจะเสียงบประมาณที่สูงแต่ในระยะยาวที่เทคโนโลยีก้าวไปไกลจะได้ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์อีก ในทาง
ปฏิบัติก็เริ่มลงทะเบียนผู้ใช้งานแต่ละประเภทของ gateway จะได้เป็นระเบียบ ส่วน gateway ต่างประเทศ
ที่มีผู้ใช้งาน ก็ต้องลงทะเบียนผู้ใช้ ก็จัดทำระเบียนร่วมกัน โดยให้มาลงทะเบียนเชื่อมต่อ gateway เข้าด้วยกัน

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เขาเลือกคนประเภทไหนเข้าทำงาน?

บริษัทนวัตกรรมระดับโลก เขาเลือกคนประเภทไหนเข้าทำงาน?

“ความสามารถในการเรียนรู้” ซึ่งไม่เกี่ยวกับไอคิวหรือความฉลาดเฉลียว ความสามารถในการเรียนรู้ในที่นี้หมายถึงการจับเอาข้อมูลหลาย ๆ อย่างมาผสมผสานก่อเป็นความรู้ในการทำงานให้สำเร็จได้ ด็กเรียนเก่งแต่ไม่สามารถนำมาใช้ในชีวิตจริง หยิบเอารายละเอียดจากแต่ละเรื่องที่อาจดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน มาโยงให้เป็นองค์ความรู้เพื่อแก้ปัญหาได้ นั่นแหละคือคนทำงานเป็น

“ความเป็นผู้นำ” ในความหมายของโลกยุคใหม่ ไม่ใช่นิยามเก่า เช่นไม่จำเป็นต้องเป็นประธานชมรม ไม่ต้องเป็นหัวหน้ากลุ่มไหนในมหาวิทยาลัยมาก่อน ผู้นำของเราหมายความว่าเมื่อเกิดปัญหา คุณเป็นสมาชิกของทีมนั้น เมื่อได้จังหวะเวลาอันเหมาะสม คุณจะสามารถก้าวออกมานำคณะได้หรือไม่ และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือว่าเมื่อถึงเวลานั้น คุณสามารถถอยหลังและหยุดการเป็นหัวหน้าทีมและปล่อยให้คนอื่นนำได้หรือไม่?” 

“ความถ่อมตนทางปัญญา” (intellectual humility) เพราะหากคุณไม่มีความเจียมตน, คุณก็ไม่สามารถจะเรียนรู้อะไรได้
ผลสำรวจหลายชิ้นยืนยันตรงกันว่า คนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ๆ จำนวนไม่น้อยเติบโตในหน้าที่งานการไม่ได้ เพราะทัศนคติผิด ๆ ที่ว่าตนเก่งกว่าคนอื่น หนุ่มสาวที่ฉลาดและประสบความสำเร็จมักจะไม่ค่อยเจอกับความล้มเหลว และนั่นทำให้พวกเขาและเธอไม่อาจจะเรียนรู้จากความล้มเหลว” 
เด็กจบมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงมักมีท่าทีต่อชีวิตที่ผิด ๆ เช่นว่า “ถ้ามีอะไรดี ๆ เกิดขึ้น นั่นเป็นเพราะฉันเป็นอัจฉริยะ แต่ถ้ามีอะไรแย่ ๆ เกิดขึ้น นั่นเป็นฝีมือของไอ้งั่งใครสักคนที่ไม่ใช่ฉัน หรือเป็นเพราะฉันไม่ได้รับการสนับสนุนเพียงพอในการทำงานชิ้นนั้น หรือเพราะสภาพตลาดเปลี่ยนไปจากเดิม...”

คนที่สมควรถูกเลือกคือ คนทำงานที่มีความรักงาน ทุ่มเท พร้อมจะถกแถลงอย่างเผ็ดร้อนเพื่อยืนยันความคิดของตัวเอง แต่หากมีข้อมูลใหม่ที่ตัวเองไม่เคยรู้มาก่อน เขาหรือเธอก็จะยอมรับว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่ออาจจะไม่ถูกต้องเสมอไป และพร้อมจะถอยให้ข้อเท็จจริงใหม่ได้กำหนดทิศทางของเรื่องนั้น ๆ

(ฉพาะถ้อยคำที่โดนใจ)**http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/624195

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

มาตรฐานที่ต้องพัฒนา

มาตรฐาน Http/2 

เมื่อการพัฒนาด้านต่างๆ ก็เปลี่ยนตามกาลเวลา มาตรฐานที่ใช้กันอยู่จำต้องมีการพัฒนาให้เท่าทัน
เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โพรโทคอล HTTP/2 (เดิมเรียกว่า HTTP/2.0) ถูกร่างขึ้นจาก
โพรโทคอล SPDY/2 ที่กูเกิลพัฒนามาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมาตรฐาน
จาก HTTP/1.1 ที่ถูกประกาศใช้งานเมื่อปี ค.ศ. 1999 เป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพ ที่ทำให้ช่วยเพิ่มความเร็วการเชื่อมต่อ ปรับปรุงวิธีการเรียกใช้งานให้สามารถร้องขอ
ข้อมูลหลายๆ ชิ้นได้ในครั้งเดียว ทำให้ลดภาระฝั่งนักพัฒนา เช่นการรวมไฟล์ css, js หรือการทำ css sprite ฯลฯ ถึงแม้ว่าตัวร่างมาตรฐานเองไม่ได้บังคับว่าจะต้องเข้ารหัสตลอดเวลา แต่ในทางปฏิบัติ
จริงทั้งฝั่งเซิร์ฟเวอร์และเบราว์เซอร์ต่างก็ระบุว่าถ้าจะใช้ HTTP/2 ต้องทำงานผ่าน TLS/1.2 ขึ้นไปเท่านั้น เท่ากับว่าในการใช้งานจริง HTTP/2 จะถูกเข้ารหัสเสมอ


สำหรับนักพัฒนา Code ด้านนี้ก็จะต้องพัฒนาระดับความสามารถเพื่อที่จะดึงเอาคุณสมบัติของ HTTP/2 มาใช้ให้เกิดประโยชน์เมื่อเว็บเบราเซอร์ต่างๆ เกิดอัพเดทเพื่อรองรับมาตรฐานใหม่ เราจะได้เห็นการ
แปล Code ที่เร็วขึ้น นั้นคือเล่นเน็ทไวขึ้นกว่าเดิม