วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2555

" ไม่นานเกินรอ "
          ท้ายปี 55 มีข่าวคราวทางด้านฮาร์แวร์ของ SmartPhone ที่เริ่มเข้าไปใกล้ Tablet และ
Tablet เข้าใกล้ Computer Notebook มาทุกขณะ 
                                       CPU มีความเร็วประมวลผลมากขึ้น
                

และในไม่ช้านี้ CPU ก็จะถูก Up ขึ้นอีก ตัวอย่างบทความนี้
ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควรเลยนะสำหรับ NVIDIA Tegra 3 ที่ถูกเอาไปใช้ในมือถือและ Tablet รุ่นต่างๆมากมาย แต่เป็นปกติของอายุ CPU ที่จะมีรุ่นใหม่ออกมาทุกปี คราวนี้ Tegra 4 ก็ใกล้ถึงเวลาเปิดตัวแล้ว จึงมีสเปคหลุดออกมาตามระเบียบ จาก Presentation อันหนึ่ง (ไม่รู้อันไหน) เผยให้เห็นสเปคที่น่าสนใจชนิดตาต่อตาฟันต่อฟันกับ Snapdragon และ Exynos เลย
โดย Tegra 4 จะยังเป็น Qual Core แบบ 4 PLUS 1 อยู่เหมือนกับ Tegra 3 แต่จะถูกผลิตด้วยเทคโนโลยี 28 nm แบบเดียวกับ S4 Krait ทำให้ประหยัดไฟกว่าและร้อนน้อยกว่า รวมถึง Core หลักของตัว CPU ยังถูกอัพจาก A9 เป็น A15 ซึ่งเป็นคอร์แบบเดียวกับที่ใช้ใน Exynos 5 ตอนนี้ใช้จริงแล้วใน Nexus 10 มีคุณสมบัติประหยัดพลังงานกว่าและแรงกว่า นอกจากนั้น Tegra 4 ยังสนับสนุนจอที่ละเอียดขึ้นที่ 2560x1600 พิกเซล 24 บิต ซึ่งเป็นจอขนาดของ Android Tablet ยุคใหม่ ละเอียดกริ๊บบบ (Nexus 10 ก็เท่านี้แล้ว)  (http://droidsans.com/nvidia-tegra-4-details-leaked)
                                   
คาดหวังว่านักพัฒนาโปรแกรมจะแสดงให้เห็นว่า มีความสามารถพัฒนาโปรแกรมที่สามารถทำงาน
ได้คุ้มกับความเร็วในการประมวลผลของเจ้า CPU ที่รุดหน้ามากขึ้น เพราะทุกวันนี้เราเสียเงินไปกับ
เทคโนโลยีที่เกินความจำเป็นอยู่และเราเองยังใช้ไม่คุ้มกับค่าเงินที่ใส่ลงไปเลย... อนาคตยากจะคาดเดา

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Intelligence กับ มนุษยชาติ


               ในปัจจุบัน หลายท่านคงได้รับรู้และรับทราบถึงระบบการทำงานแบบอัจฉริยะ ที่กำลังทยอย
เปิดตัว ถึงจะเป็นระบบที่ยังไม่เต็มรูปแบบ แต่เชื่อว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ในวงการต่างๆ จะตื่นตัว
กับการทำงานแบบพิเศษ ที่ใช้ระบบฝังตัว หรือ สมองกลฝังตัว (embedded system) มาใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆ มากขึ้นเรื่อย ยกตัวอย่างเช่น ในวงการยานยนต์ ( รีบใช้คำนี้เพราะคำว่า รถยนต์ คงจะน้อยไปหน่อยกับความสามารถแบบใหม่ทีสูงกว่าเดิม) ได้มีการติดตั้งอุปกรณ์อันชาญฉลาดมากมายเพื่อมอบความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ยิ่งขึ้น โดยหลายรายการเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการติดตั้งในรถระดับนี้เป็นครั้งแรก และหลายรายการเป็นอุปกรณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยในภูมิภาคอาเซียน เช่น

• ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) เพียงกดปุ่มสั่งงาน ฟอร์ด โฟกัส ใหม่ ช่วยให้ผู้ขับขี่จอดรถเทียบกับข้างทางได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้มือบังคบพวงมาลัย ระบบการทำงานอันชาญฉลาดนี้ใช้เซนเซอร์รอบๆ รถในการตรวจดูว่าช่องจอดมีขนาดเหมาะสมกับรถหรือไม่ จากนั้นจึงค่อยๆ หมุนพวงมาลัยเพื่อช่วยจอด ผู้ขับขี่เพียงควบคุมคันเร่ง เบรก และการเข้าเกียร์เท่านั้น

• ระบบช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (Active City Stop) ขณะที่การจราจรติดขัดหรือเคลื่อนตัวช้า ระบบดังกล่าวจะช่วยลดโอกาสในการชนด้วยการตรวจเชคสภาพถนนด้านหน้ารถ และส่งแรงเบรกไปยังล้อต่างๆ แบบอัตโนมัติทันทีที่เซนเซอร์ตรวจพบว่ารถคันข้างหน้าเบรกกระทันหัน

• ระบบตรวจจับรถในจุดบอด (Blind Spot Information System - BLIS) เมื่อรถบนถนนขับเข้ามาอยู่ในจุดบอดของฟอร์ด โฟกัส ใหม่ ไฟสีส้มจะติดขึ้นบนกระจกมองข้างด้านนั้นๆ เพื่อเตือนผู้ขับขี่ให้ทราบ หรือหากผู้ขับขี่ถอยออกจากช่องจอดในพื้นที่แคบๆ และมีทัศนวิสัยในการขับขี่ไม่ดีนัก ระบบจะช่วยเตือนให้ผู้ขับขี่ทราบเมื่อมีรถขับเข้ามาใกล้ๆ ทางด้านข้างในจุดที่มองไม่เห็น

• กุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Keyless Entry) เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้ผู้ขับขี่ล็อกหรือเปิดล็อกประตูรถได้โดยไม่จำเป็นต้องหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋า เพราะเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่รอบๆ รถจะตรวจจับสัญญาณจากกุญแจ และสั่งให้รถล็อกรือเปิดล็อกได้ทันทีเมื่อผู้ขับขี่จับที่เปิดประตู

• ปุ่มสตาร์รถอัตโนมัติ (Ford Power Start) เครื่องยนต์ของฟอร์ด โฟกัส พร้อมทำงานทันทีเมื่อผู้ขับขี่กดปุ่ม Ford Power Start พร้อมกับเหยียบคลัทช์ (หรือเหยียบเบรกสำหรับรุ่นเกียร์อัตโนมัติ) โดยไม่จำเป็นต้องเสียบกุญแจเข้าไปยังรูกุญแจ เครื่องยนต์จะติดต่อเมื่อกุญแจรถอยู่ภายในห้องโดยสาร


เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ยิ่งขึ้น แถมยังติดตั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกการควบคุมอิสระ (Dual zone) ที่ปัดน้ำฝันแบบอัตโนมัติ ไฟหน้าแบบอัตโนมัติ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise control) หลังคาซันรูฟ และนวัตกรรมกระจกมองหลังที่สามารถปรับแสงได้แบบอัตโนมัติ ช่วยลดความจ้าจากไฟของรถที่ขับตามมาด้านหลัง

            ในฐานะที่เราเป็นประชากรโลกใบนี้ เราถูกระบบบังคับใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เราเองควรจะเตรียมความพร้อมให้กับตัวเองอย่างไร เพื่อที่จะได้ใช้งานระบบแบบนี้อย่างมีความรู้เท่าทันและเต็มประสิทธิภาพกับค่าใช้จ่ายที่เสียไปกับเทคโนโลยีที่มาเต็มรูปแบบในสังคมปัจจุบัน


วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

CPU ที่ขนาด Netbook ยังหนาว


ถ้าเราพูดถึงตอนนี้โทรศัพท์มือถือนั้นมีความสำคัญเปรียบเสมือนปัจจัยที่ 6 ของเราแล้วไม่ว่าเราจะไปไหนต่างก็ต้องพกโทรศัพท์มือถือไว้ติดตัวเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน ยามว่าง หรือโทรหาครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์หน้าจอขาวดำ ไปจนถึง หน้าจอสีมีกล้องความละเอียดสูง
แนวโน้มที่มีการพูดถึงกันอย่างมากในการอัพเดทโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ คงไม่พ้นเรื่องของ CPU เนื่องจาก การใช้งานที่หลากหลายขึ้น จากแต่ก่อนแค่โทรเข้าโทรออก เป็น การเช็ค Mail , การเข้าเว็ปไซต์ , ไว้เล่นเกมเพื่อผ่อนคลายเป็นต้น CPU จะถูกการพัฒนามาเพื่อรองรับหารใช้งานที่หลากหลาย แนวโน้ม CPU ในปี 2012 น่าจะการใช้ CPU ที่เป็น Quad-Core mobile processor มาให้เห็นกันแน่



ยกตัวอย่าง ASUS Eee Pad Transformer prime , HTC Edge , Samsung Galaxy S III , แม้กระทั่ง iPhone 5 และ iPad 3 ก็มีแนวโน้มที่จะใช้ CPU Quad-Core ด้วย ตอนนี้เท่าที่ทราบจะมี HTC One ที่ใช้ CPU NVIDIA® Tegra® 3 ที่เป็น CPU Quad-Core 1.5GHz. , HTC Zeta ใข้ CPU ของค่าย Snapdragon S4 รุ่น APQ8064 เป็น CPU Quad-Core 2.5GHz <เร็วกว่า Netbook ซะอีก> จะช่วยในเรื่อง ความเร็วในการใช้งาน Appication ให้เร็วยิ่งขึ้นตอบสนองการใช้งานได้รวดเร็วทันใจ

ล่าสุดเปิดตัวกันอย่างเป็นทางการซะทีกับ Samsung Exynos 5 Dual (5250)ชุดโปรเซสเซอร์ที่ใช้พลังประมวลผลจาก CPU Cortex A15 ซึ่งถือว่าเป็น CPU ที่แรงที่สุดในปัจจุบันแล้ว โดย Cortex A15 นั้นจะแรงกว่า Cortex A9 ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในตอนนี้ถึงกว่า 5 เท่าเลยนะ จุดเด่นของ A15 ก็จะวิ่งที่ 1.7GHz รองรับการแสดงผลที่ความละเอียดสูงมากถึงระดับ WQXGA (2560×1600) โดยมีกำหนดวางจำหน่ายช่วงปลายปีนี้ แน่นอนว่า CPU ใหม่แล้ว GPU ก็ใหม่เช่นกัน โดย Mali T604 นั้นเป็น GPU ตัวแรกที่ดีไซน์โดยใช้ Midgard architecture ช่วยประหยัดไฟ 30%

ต่อไปในต้นปีหน้านักเทคโนทั้งหลายต้องปรับตัวกันให้วุ่นเพื่อรับมือกับเทคโนโลยีที่รวดเร็ว
แบบถึงเนื้อถึงตัว หันไปไหนอาจะมีแต่คนก้มหน้าก้มตาเล่น (น่าจะใช้ทำงานมากกว่า)
แต่สิ่งที่น่าวิตกกังวลมากๆ คึอเรื่องเยาวชนที่ใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้แบบไม่ยั้งคิด
ฝากถึงทุกท่านที่ไว้ด้วยนะครับอย่ามัวแต่ใช้เทคโนโลยีส่วนตัวกันจนเพลินหลงลืมที่จะ
ช่วยกันดูแลลูกหลานให้ใช้เทคโนโลยีที่ถูกทางและไม่ไปละเมิดสิทธิพื้นฐานของใคร





ขอขอบคุณรูปภาพประกอบจาก www.thaiandroidphone.com www.smartmobile.co.th


วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลยุคใหม่

NFC Protocol

อาจจะไม่ผิด Near Field Communication (NFC) จะมาอยู่ร่วมกับ Protocaol เป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีการส่งข้อมูลแบบไร้สาย และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อกันระหว่างอุปกรณ์ เทคโนโลยีไร้สายที่นำมาใช้ใน NFC คือเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี ใช้คลื่นความถี่ 13.56 Mhz. เพียงแค่นำอุปกรณ์มือถือ เช่น โทรศัพท์ ไปใกล้กับเครื่องอ่านหรืออาร์เอฟไอดีการ์ด (RFID tag) ก็สามารถที่จะทำการส่งข้อมูลระหว่างกันได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องมีการตั้งค่าใดใดก่อนการใช้งาน การใช้งานเทคโนโลยี NFC มีได้สามลักษณะ ได้แก่

1. ทำงานเป็นอาร์เอฟไอดีการ์ด (RFID Tag) อุปกรณ์มือถือ  อุปกรณ์มือถือ เช่นโทรศัพท์มือถือที่มีเครื่องอ่าน NFC ฝังอยู่สามารถทำงานเป็น RFID tag ได้ 










2. ทำงานเป็นเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี อุปกรณ์มือถือ เช่นโทรศัพท์มือถือที่มีเครื่องอ่าน NFC ฝังอยู่ สามารถทำงานเป็นเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี เมื่อต้องการอ่านข้อมูลจากอาร์เอฟไอดีการ์ด (RFID Tag) เช่น การใช้งานในลักษณะ Smart Posterเป็นต้น









3. การสื่อสารในลักษณะ Pier to Pier (P2P) เครื่องอ่าน NFC สองเครื่องสามารถที่จะติดต่อสื่อสารกันโดยตรงได้ เมื่อต้องการส่งข้อมูล












ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีNFC จะได้รับการกล่าวถึงเป็นอย่างมากในปัจจุบัน แต่อุปกรณ์มือถือที่รองรับเทคโนโลยี NFC ยังมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นในช่วงการเปลี่ยนผ่านจึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อรองรับกับเทคโนโลยี NFC ที่กำลังจะเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี SIM Card + เสาอากาศ เป็นการต่อเสาอากาศเพิ่มจาก SIM Card ของโทรศัพท์มือถือ ได้แก่ SIMpass, N-Flex เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ ใช้อาร์เอฟไอดีคลื่นความถี่ 13.56 Mhz เหมือนกับเทคโนโลยี NFC เทคโนลียีนี้มีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศจีน

เทคโนโลยีอีกประเภทคือ การติดอาร์เอฟไอดีการ์ด (RFID Tag) หรือสติกเกอร์บนโทรศัพท์มือถือ (ดูเพิ่มเติมใน ช่วยlink ไปที่ web เราในส่วน Tag ที่มี product mobile phone tag) จากเดิมที่อาร์เอฟไอดีสติกเกอร์(RFID Tag)ไม่สามารถที่จะทำงานบนผิวโลหะได้ ปัจจุบันเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีสติกเกอร์ (RFID Tag) มีการพัฒนาให้สามารถทำงานบนผิดโลหะได้ และมีขนาดเล็กและบาง เพื่อรองกับSmart Phone ที่มีพื้นผิวเป็นโลหะ เช่น Blackberry เป็นต้น



อ้างอิง Monday, 30 May 2011 15:45 ยุทธนา สุขเจริญ NFC -



วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

Update Drivers ตอน 3

ในบางครั้งการ update driver อาจพบปัญหาบางประการ
เช่น update แล้วเกิดปัญหา หรือ driver ที่ update ผิด
ระบบ OS ถ้าจะ Update ทับก็จะเกิน Error ได้ง่าย
วิธีแก้ไขง่ายๆ คือ
1. เข้าไปที่ system > device manager >
คลิกที่ driver ที่ต้องการ
2. เลือกคลิกขวา แล้วทำการ Uninstall driver นั้นก่อน
3. แล้วทำการ Restart เครื่อง ระบบจะทำการนำ
driver ของระบบมาใช้แทนก่อน
4. จากนั้นเราก็ทำการ install new driver ลงไปแทน
5. แล้วทำการ Restart เครื่องให้ระบบทำงานกับ
driver new แทน


วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Update Drivers ตอน 2

ในตอนที่ 1 ได้เรียนรู้วิธีดูรุ่น (version)ไดร์เวอร์ ตอนที่2 จะได้นำไดร์เวอร์ที่เราได้
ดาวน์โหลดมาแล้ว มาทำการอัพเดทไดร์เวอร์ภายในเครื่องของเราเอง
วิธีอัพเดทไดร์เวอร์ของอุปกรณ์
1.ให้เราตรวจสอบไดร์เวอร์ที่จะนำมาทำการอัพเดท
ว่าเป็นไฟล์ประเภทไหนเช่น ไฟล์บีบอัด( นามสกุล .zip .rar)
ก็ต่องทำการคลายการบีบอัดก่อน ถ้าเป็นไฟล์โปรแกรม(นามสกุล .exe)
ก็จะสามารถดับเบิลคลิกให้ทำงานได้เลย
2.คลิกขวาที่ My Computer แล้วเลือกคำสั่ง Properties
3.จะปรากฎหน้าต่าง System Properties ขึ้นมา ให้คลิกแท็บ Hardware
4.จากนั้นคลิกปุ่ม Device Manage
5.ถ้าเป็นไดร์เวอร์การ์ดจอ ก็ต้องคลิกที่ Display Adapter คลิขวาที่ชื่อไดร์เวอร์
แล้วคลิกเลือก Update Driver... จะเกิดหน้าต่างขึ้นมา
6.คลิกอัพเดทไดร์เวอร์จะแสดงหน้าต่าง
คลิกเลือก Install from a list or specific location(Advanced)
7.คลิกปุ่ม Next จะได้หน้าต่างดังรูปข้างล่าง
ให้เลือก Include this location in the search
8.คลิกเลือกปุ่ม Browse จะได้หน้าต่างข้างล่างให้เรากำหนด
เลือกที่เก็บไฟล์ไดร์เวอร์ที่คลายการบีบอัดเอาไว้ แล้วคลิกปุ่ม OK
9. จะได้หน้าต่างค้นหาไดร์เวอร์ตามที่เรากำหนด
เพื่ออัพเดทไดร์เวอร์เก่า นั้นเอง



วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Update Drivers ตอน 1

ถึงเวลา update driver ภายในเครื่องของเราหรือยัง ไดร์เวอร์ที่แถมให้มากับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์นั้น
อาจจะเป็นรุ่นเก่าที่ยังไม่เหมาะสมกับการทำงานของฮาร์แวร์ในเครื่องของเรากับโปรแกรมรุ่นใหม่ๆ
ดังนั้นทางผู้ผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ได้มีการพัฒนาไดร์เวอร์เวอร์ชั่นใหม่ๆ ให้มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า
ไดร์เวอร์รุ่นเก่าออกมาให้ผู้ใช้อุปกรณ์ดาวน์โหลดไปปรับปรุงช่วยให้อุปกรณ์มีความสามารถเพิ่มขึ้น
มากกว่าเดิม โดยเราสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ของผู้ผลิตอุปกรณ์นั้นๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
เพิ่มแต่อย่างใด
วิธีตรวจสอบรุ่นเวอรชั่นไดร์เวอร์ของอุปกรณ์ แบบทั่วไป คือ
1. คลิกขวาที่ My Computer แล้วเลือกคำสั่ง Properties
2. จะปรากฎหน้าต่าง System Properties ขึ้นมา ให้คลิกแท็บ Hardware
3. จากนั้นคลิกปุ่ม Device Manage
4. ถ้าเป็นไดร์เวอร์การ์ดจอ ก็ต้องคลิกที่ Display Adapter คลิขวาที่ชื่อไดร์เวอร์
แล้วคลิกเลือก Properties จะเกิดหน้าต่างขึ้นมา
5. ดูตรง Driver Date และ Driver Version เปรียบเทียบกับไดร์เวอร์เว็บไซต์

แสดงรุ่นของไดร์เวอร์ที่เว็บไซต์ผู้ผลิต ที่ปล่อยให้ดาวน์โหลดไปอัพเดท